
3 สมาคมโรงงานน้ำตาล ได้แก่ สมาคมโรงงานน้ำตาลไทย, สมาคมการค้าอุตสาหกรรมน้ำตาล และสมาคมพนักงานภูธรโรงงานน้ำตาลแห่งประเทศไทย ร่วมกันออกโรงปกป้องชาวไร่อ้อย ยืนยันว่าอ้อยไม่ได้เป็น “จำเลยสังคม” ในปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจ โดยชี้แจงว่าปัญหาฝุ่น PM2.5 มีหลายปัจจัยที่สัมพันธ์กัน และการเผาอ้อยก็เป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยที่กำลังได้รับการแก้ไขและลดลงอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาล ที่ได้ร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีและกระบวนการจัดการเพื่อลดการเผาอ้อยสด นำไปสู่การลดปริมาณฝุ่นละอองในอากาศ และเป็นการสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลโดยรวม.
ประเด็นสำคัญจาก: 3 สมาคมโรงงานน้ำตาล ป้องชาวไร่ ยันอ้อยไม่ใช่ “จำเลยสังคม” ปม PM2.5
ประเด็นหลักที่ 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลพยายามชี้แจงคือ ความเข้าใจผิดที่ว่าการเผาอ้อยเป็นสาเหตุหลักของปัญหา PM2.5 ซึ่งสมาคมฯ มองว่าเป็นการกล่าวอ้างที่ละเลยปัจจัยอื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดฝุ่นละออง โดยระบุว่าอ้อยที่ส่งเข้าโรงงานสำหรับฤดูการผลิต 2566/67 มีปริมาณอ้อยไฟไหม้ลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามและความร่วมมือของชาวไร่อ้อยในการลดการเผาอ้อย และหันมาใช้วิธีการเก็บเกี่ยวอ้อยสดมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการเสนอข้อมูลว่าปัญหา PM2.5 ที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทยมาจากหลายสาเหตุ ทั้งการจราจร อุตสาหกรรม การเผาในที่โล่ง และสภาพอากาศ ที่ล้วนแต่เป็นปัจจัยร่วมที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศ สมาคมฯ จึงเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมองปัญหาอย่างรอบด้าน และไม่ควรโทษอุตสาหกรรมอ้อยเพียงฝ่ายเดียว
สมาคมฯ ยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนให้เกิดการปรับเปลี่ยนวิธีการเก็บเกี่ยวอ้อยจากระบบการเผาไปสู่การตัดอ้อยสด โดยมีมาตรการส่งเสริมและให้รางวัลแก่ชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยสด นอกจากนี้ยังมีการลงทุนในเทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรเพื่อช่วยในการเก็บเกี่ยวอ้อยสด และการนำใบอ้อยที่ได้จากการตัดอ้อยสดไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดมลพิษทางอากาศเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตรอีกด้วย การดำเนินการเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นของภาคอุตสาหกรรมในการเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และยกระดับมาตรฐานการผลิตให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น.
รายละเอียดต่อยอดจากประเด็นข้างต้น
สมาคมโรงงานน้ำตาลยังได้เผยถึงตัวเลขและสถิติที่เกี่ยวข้อง เพื่อยืนยันคำกล่าวอ้าง โดยมีการรายงานว่าปริมาณอ้อยไฟไหม้ที่นำส่งโรงงานลดลงต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการจูงใจและการทำงานร่วมกับภาครัฐและชาวไร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการที่ส่งเสริมให้ชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสดและการใช้เครื่องจักรกลในการเก็บเกี่ยวอ้อย สถิติเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่าการแก้ไขปัญหา PM2.5 ที่เกิดจากการเผาอ้อยกำลังเดินหน้าไปในทิศทางที่ดีขึ้น และไม่สามารถปฏิเสธความพยายามของทุกฝ่ายในภาคอุตสาหกรรมอ้อยได้ นอกจากนี้ยังมีการเน้นย้ำถึงบทบาทของเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพในการเก็บเกี่ยว และการนำเศษวัสดุทางการเกษตรอย่างใบอ้อยไปใช้ประโยชน์ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดการเผา แต่ยังเป็นการเพิ่มรายได้เสริมให้กับชาวไร่อ้อย ถือเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตและส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนในภาคการเกษตรอีกด้วย
ในส่วนของการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกับภาคส่วนอื่น ๆ นั้น ทางสมาคมฯ ได้มีการหารือและทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ รวมถึงองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นกลางแก่สาธารณชน โดยไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดหรือการชี้นำที่ทำให้ชาวไร่อ้อยหรืออุตสาหกรรมน้ำตาลตกเป็น “จำเลยสังคม” โดยไม่เป็นธรรม การชี้แจงครั้งนี้จึงเป็นการสื่อสารเพื่อสร้างความโปร่งใสและแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของภาคอุตสาหกรรม ที่ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่กำลังทำงานอย่างจริงจังเพื่อหาแนวทางแก้ไขที่ยั่งยืน การใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์และสถิติเข้ามาสนับสนุนย่อมสร้างความน่าเชื่อถือและลดทอนความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นจากการรับข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน.
สรุปข่าวทั้งหมด
การแถลงข่าวของ 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลที่ปกป้องชาวไร่อ้อยจากข้อกล่าวหาว่าเป็นสาเหตุหลักของ PM2.5 สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของภาคอุตสาหกรรมในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สมาคมฯ ได้ชี้แจงว่าปัญหา PM2.5 มีหลายปัจจัย และการเผาอ้อยเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่กำลังได้รับการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง โดยมีตัวเลขแสดงให้เห็นถึงปริมาณอ้อยไฟไหม้ที่ลดลง รวมถึงมาตรการส่งเสริมการตัดอ้อยสดและการนำใบอ้อยไปใช้ประโยชน์ ซึ่งเป็นการดำเนินการที่คำนึงถึงทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม แม้ว่าการเผาอ้อยจะยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตา แต่ความร่วมมือของทุกภาคส่วน รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีและกระบวนการจัดการที่ทันสมัย ย่อมนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งชาวไร่อ้อยและอุตสาหกรรมน้ำตาลโดยรวม.






