
ศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อยื่นเรื่องร้องเรียนและขอให้ตรวจสอบจริยธรรมของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในกรณีที่นายอนุทินได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรมแร่หายาก (แร่แรร์เอิร์ธ) กับประเทศปากีสถาน ระหว่างการเดินทางเยือนประเทศปากีสถานอย่างเป็นทางการ ในฐานะที่ปรึกษาคณะผู้แทนของนายกรัฐมนตรี ประเด็นดังกล่าวถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและขอบเขตอำนาจหน้าที่ เนื่องจากนายอนุทินในขณะนั้นไม่ได้กำกับดูแลกระทรวงที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการทำเหมืองแร่หรืออุตสาหกรรมพลังงาน ซึ่งอาจเข้าข่ายการกระทำที่ขัดต่อเจตจำนงของกฎหมายและหลักธรรมาภิบาล
ประเด็นสำคัญจาก: “ศรีสุวรรณ” ยื่น ป.ป.ช. สอบจริยธรรมฯ “อนุทิน” ปม MOU แร่แรร์เอิร์ธ
การยื่นเรื่องร้องเรียนของนายศรีสุวรรณ จรรยา ในครั้งนี้ มุ่งเน้นไปที่การกระทำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เกี่ยวกับอุตสาหกรรมแร่หายากกับประเทศปากีสถาน โดยเน้นย้ำถึงข้อสงสัยว่าการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญและประมวลจริยธรรมของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ เหตุผลหลักที่นายศรีสุวรรณหยิบยกมาคือ ณ เวลานั้นนายอนุทินดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งไม่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการดูแลกิจการเหมืองแร่หรือพลังงาน
การลงนามใน MOU ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมแร่หายาก โดยที่ผู้ลงนามไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่กำกับดูแลกระทรวงที่เกี่ยวข้องอย่างกระทรวงอุตสาหกรรม หรือกระทรวงพลังงาน ย่อมก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความโปร่งใสและขอบเขตของอำนาจหน้าที่ การกระทำเช่นนี้อาจถูกตีความได้ว่าเป็นการก้าวล่วงหรือใช้อำนาจเกินขอบเขตที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในระบบราชการและการเมืองที่มีธรรมาภิบาล นายศรีสุวรรณจึงมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ ป.ป.ช. ควรเข้ามาตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อคลายข้อกังขาของประชาชนและรักษาไว้ซึ่งหลักนิติธรรม รวมถึงความน่าเชื่อถือของภาครัฐ
รายละเอียดต่อยอดจากประเด็นข้างต้น
บันทึกความเข้าใจ (MOU) เรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรมแร่หายากที่นายอนุทินได้ลงนามกับปากีสถานนั้นเกิดขึ้นในระหว่างการเดินทางเยือนประเทศปากีสถานอย่างเป็นทางการในห้วงเวลาที่คณะของนายกรัฐมนตรีเดินทางไปเยือน ซึ่งนายอนุทินมีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาคณะผู้แทนของนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่หัวหน้าคณะในการเจรจาหรือผู้รับผิดชอบงานด้านอุตสาหกรรมแร่โดยตรง ประเด็นนี้เป็นจุดสำคัญที่ทำให้เกิดคำถามว่าการลงนามดังกล่าวมีผลผูกพันทางกฎหมายหรือมีเจตนารมณ์อื่นแอบแฝงหรือไม่ เนื่องจากโดยหลักการแล้ว การทำข้อตกลงระหว่างประเทศในประเด็นทางเศรษฐกิจหรือทรัพยากรธรรมชาติ ควรเป็นหน้าที่ของบุคคลที่ได้รับมอบหมายอย่างเป็นทางการจากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง และจะต้องผ่านกระบวนการศึกษาและอนุมัติอย่างรอบคอบ
การดำเนินการเช่นนี้อาจเข้าข่ายการกระทำที่เป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 160 (5) และ (6) ประกอบมาตรา 170 (4) และ (5) ซึ่งกล่าวถึงการใช้อำนาจโดยมิชอบ การขัดกันซึ่งผลประโยชน์ หรือการกระทำที่ก่อให้เกิดความไม่ไว้วางใจในการปฏิบัติหน้าที่ นอกจากนี้ ยังอาจขัดต่อประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2563 ในหมวด 1 มาตรา 7 และ 8 ที่กำหนดให้การปฏิบัติหน้าที่ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้อง และต้องรักษาเกียรติภูมิของตำแหน่งหน้าที่อย่างเคร่งครัด การตรวจสอบจาก ป.ป.ช. จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อพิสูจน์ความถูกต้องและธรรมาภิบาลของการกระทำนี้
สรุปข่าวทั้งหมด
การยื่นเรื่องของนายศรีสุวรรณ จรรยา ต่อ ป.ป.ช. เพื่อสอบจริยธรรมนายอนุทิน ชาญวีรกูล กรณีการลงนาม MOU แร่หายากกับปากีสถาน ได้จุดประเด็นข้อสงสัยถึงความเหมาะสมของอำนาจหน้าที่และการกระทำที่อาจขัดต่อหลักธรรมาภิบาล การดำเนินการของ ป.ป.ช. จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญในเรื่องความโปร่งใสและประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมายจริยธรรมกับนักการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจหรือการมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่อาจเกินขอบเขตหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย การตัดสินใจของ ป.ป.ช. ในเรื่องนี้จะเป็นบรรทัดฐานที่สำคัญต่อการเมืองและระบบราชการของไทยต่อไป









