
ตลท. เปิดเผยเกี่ยวกับสถานการณ์ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในปี พ.ศ. 2568 ที่พบว่าถูกกดดันอย่างหนักจากปัจจัยหลายด้าน ทำให้ดัชนีมีการร่วงลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 10% ในช่วงเวลาหนึ่ง ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ การแข่งขันทางเศรษฐกิจในภูมิภาคที่เพิ่มขึ้น และปัจจัยต่างประเทศที่เข้ามาเกี่ยวข้อง เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อการลงทุนและสร้างความวิตกกังวลในหมู่นักลงทุนทั้งรายย่อยและสถาบัน
ประเด็นสำคัญจาก: ตลท. เผยปี 68 SET ถูกกดดันรอบด้าน ฉุดดัชนีร่วงแรง 10%
การประกาศจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เกี่ยวกับดัชนี SET ที่ร่วงลงในปี 2568 ได้ดึงความสนใจของนักลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ โดยเฉพาะเมื่อดัชนี SET ลดลงถึง 10% เนื่องจากการกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและการแข่งขันทางการค้าที่สูงจากประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงปัญหาทางการเมืองระหว่างประเทศที่ยังคลุมเครือ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นตัวแปรสำคัญที่สร้างความไม่แน่นอนต่อบรรยากาศการลงทุนในประเทศไทย
ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อดัชนี ได้แก่ ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ทำให้เชื่อมั่นของนักลงทุนลดลง การเปลี่ยนแปลงในนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลที่ยังไม่มีความชัดเจน และการแข่งขันทางการค้าที่ทวีความรุนแรงในภูมิภาค รวมถึงสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนจากปัญหาเศรษฐกิจในประเทศใหญ่ที่อาจส่งผลต่อการส่งออกของไทย
รายละเอียดต่อยอดจากประเด็นข้างต้น
ในขณะที่ข้อมูลทางการตลาดแสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอน ปัจจัยในประเทศยังคงมีบทบาทสำคัญ ปัญหาที่ดินและนโยบายเชิงนิเวศน์เป็นหนึ่งในเรื่องที่ถูกพูดถึงในแวดวงที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหลายฝ่ายต้องการเห็นการปรับเปลี่ยนกฎหมายและระเบียบที่สนับสนุนให้เกิดการลงทุนที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ความท้าทายในเชิงนโยบายรัฐบาลที่ต้องการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศก็เป็นสิ่งที่นักลงทุนจับตามอง เนื่องจากความสามารถของประเทศไทยในการแข่งขันทางท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีทั่วโลกจะเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสร้างความมั่นใจและส่งเสริมให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้นในระยะยาว
สรุปข่าวทั้งหมด
การร่วงลงของดัชนี SET ในปี 2568 ถือเป็นการสะท้อนถึงความท้าทายที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต้องเผชิญจากปัจจัยภายในและภายนอก ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อการตัดสินใจของนักลงทุน ท่ามกลางความไม่แน่นอนต่างๆ การติดตามนโยบายรัฐบาลและสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศยังคงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องจับตามองต่อไป เพื่อนำไปสู่การปรับตัวและใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมเพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจในอนาคต






