
โรม — นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคก้าวไกล ได้ออกมาแสดงความผิดหวังต่อท่าทีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เกี่ยวกับนโยบายการปราบปรามกลุ่มสแกมเมอร์ โดยระบุว่าท่าทีดังกล่าวของนายอนุทินขัดแย้งกับที่เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่าการปราบปรามสแกมเมอร์เป็น “วาระแห่งชาติ” ความผิดหวังของนายรังสิมันต์เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลของประชาชนต่อปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสะท้อนให้เห็นถึงความคาดหวังของประชาชนและนักการเมืองต่อการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม ซึ่งถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในวงกว้าง
ประเด็นสำคัญจาก: “โรม” ผิดหวังท่าที “อนุทิน” ปราบสแกมเมอร์ สวนทางบอกเป็นวาระแห่งชาติ
นายรังสิมันต์ โรม ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปราบปรามกลุ่มสแกมเมอร์และอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ที่ขาดความรู้ด้านเทคโนโลยี กระแสความผิดหวังของนายรังสิมันต์ต่อท่าทีของนายอนุทินนั้น มีพื้นฐานมาจากคำมั่นสัญญาที่นายอนุทินเคยให้ไว้ก่อนหน้านี้ว่าการปราบปรามสแกมเมอร์จะเป็น “วาระแห่งชาติ” ซึ่งหมายถึงการให้ความสำคัญสูงสุดและการระดมทรัพยากรทั้งหมดเพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม ท่าทีล่าสุดของนายอนุทินที่ถูกตีความว่าเป็นการลดระดับความสำคัญของปัญหานี้ลง ทำให้เกิดคำถามและการตั้งข้อสังเกตจากสาธารณชนและนักการเมือง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากความเสียหายทางเศรษฐกิจและความทุกข์ยากที่เกิดจากแก๊งสแกมเมอร์
การแสดงออกถึงความผิดหวังครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการวิพากษ์วิจารณ์ แต่ยังเป็นการสะท้อนเสียงของประชาชนที่ต้องการเห็นการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมและจริงจังจากภาครัฐ เพื่อปกป้องทรัพย์สินและความปลอดภัยในชีวิตของพวกเขา เนื่องจากปัญหาอาชญากรรมออนไลน์นั้นมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงรูปแบบอยู่ตลอดเวลา จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและมาตรการที่เข้มแข็งจากทุกภาคส่วนของรัฐบาล โดยเฉพาะจากผู้ที่มีอำนาจในการกำหนดนโยบายและการบังคับใช้กฎหมาย การที่นโยบายสำคัญระดับ “วาระแห่งชาติ” ถูกมองว่าขาดความต่อเนื่องหรือความจริงจัง อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมรูปแบบใหม่นี้
รายละเอียดต่อยอดจากประเด็นข้างต้น
จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น นายรังสิมันต์ โรม ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2567 เป็นต้นไป กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ได้มีการสั่งย้ายเจ้าหน้าที่ระดับผู้บังคับการ ผู้กำกับ และระดับรองผู้กำกับรวม 130 นาย ในชุดทำงานที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นชุดที่นายรังสิมันต์เคยระบุว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ การย้ายเจ้าหน้าที่ในจำนวนมากและในระดับสำคัญเช่นนี้ ทำให้เกิดข้อสงสัยและข้อกังวลว่าอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพและความต่อเนื่องของงานปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นปัญหาที่มีความละเอียดอ่อนและต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางสูง นอกจากการย้ายเจ้าหน้าที่แล้ว ยังมีรายงานว่าปฏิบัติการพิเศษที่เคยใช้ในการปราบปรามสแกมเมอร์จำนวน 59 ศูนย์ ได้ถูกยกเลิกไป ซึ่งหากเป็นจริง จะยิ่งตอกย้ำความกังวลว่ามาตรการปราบปรามสแกมเมอร์กำลังถูกลดระดับความสำคัญลง
นายรังสิมันต์ได้ตั้งคำถามถึงทิศทางของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะยังคงมุ่งมั่นในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์อย่างเต็มที่หรือไม่ เมื่อพิจารณาจากข้อมูลการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรเหล่านี้ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและบุคลากรในหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงต่อการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการทำงานและขีดความสามารถในการรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว หากปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพถูกยกเลิก และบุคลากรที่มีประสบการณ์ถูกโยกย้ายออกไป ประชาชนอาจจะต้องแบกรับภาระและเผชิญกับความเสี่ยงจากแก๊งสแกมเมอร์เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นหากรัฐบาลยังคงถือว่าการปราบปรามอาชญากรรมประเภทนี้เป็น “วาระแห่งชาติ” จริงอย่างที่เคยประกาศไว้
สรุปข่าวทั้งหมด
ความผิดหวังของนายรังสิมันต์ โรม ต่อท่าทีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในประเด็นการปราบปรามสแกมเมอร์ ได้จุดประกายให้เกิดการตั้งคำถามถึงความจริงจังของรัฐบาลในการรับมือกับอาชญากรรมออนไลน์ ปัญหาดังกล่าวทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างความเสียหายต่อประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศอย่างมหาศาล การประกาศให้เป็น “วาระแห่งชาติ” ควรจะนำมาซึ่งมาตรการที่เข้มแข็งและต่อเนื่อง แต่การเปลี่ยนแปลงภายในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การโยกย้ายเจ้าหน้าที่และการยกเลิกปฏิบัติการพิเศษ อาจทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนลดลง และยิ่งสร้างความกังวลว่าปัญหาอาชญากรรมออนไลน์จะยังคงเป็นภัยคุกคามที่ยากจะควบคุมต่อไปในอนาคต การดำเนินการของรัฐบาลในระยะถัดไปจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าปัญหาการปราบปรามสแกมเมอร์ยังคงเป็นเรื่องที่ได้รับการให้ความสำคัญสูงสุดหรือไม่.









