
ร้านอาหาร หลายแห่งออกโรงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนการบังคับใช้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการจัดโปรโมชันและโฆษณา เนื่องจากเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่นที่กำลังจะมาถึง ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 การเรียกร้องครั้งนี้มีขึ้นจากความกังวลว่ากฎระเบียบที่เข้มงวดเกินไปอาจเป็นอุปสรรคต่อการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติและผู้บริโภคภายในประเทศ ทำให้ยอดขายของสถานประกอบการลดลง และส่งผลกระทบต่อการจ้างงานในอุตสาหกรรมบริการ
ประเด็นสำคัญจาก: ร้านอาหาร จี้ ทบทวน พ.ร.บ.แอลกอฮอล์ใหม่ หวั่นซ้ำเติมท่องเที่ยวช่วงไฮซีซั่น
ประเด็นหลักที่ทำให้ผู้ประกอบการร้านอาหารออกมาแสดงความกังวลคือการตีความและการบังคับใช้มาตรา 32 ของ พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการโฆษณาและการส่งเสริมการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ร้านอาหารหลายแห่งมองว่ากฎหมายดังกล่าวมีข้อจำกัดที่เข้มงวดมากเกินไป จนทำให้ไม่สามารถทำการตลาดเพื่อดึงดูดลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่การแข่งขันสูงและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งจำเป็น การจำกัดการเสนอโปรโมชันหรือการโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้ร้านอาหารขาดเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นยอดขาย ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้และการดำเนินธุรกิจ
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังเห็นว่าการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน หรือการตีความที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ทำให้เกิดความไม่แน่นอนในการประกอบธุรกิจ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการวางแผนการตลาดและการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวที่สำคัญ นักท่องเที่ยวต่างชาติหลายคนมีความคาดหวังที่จะได้รับประสบการณ์ที่หลากหลาย รวมถึงการลิ้มลองเครื่องดื่มและบรรยากาศที่เป็นเอกลักษณ์ การจำกัดการนำเสนอสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ อาจทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าข้อเสนอของไทยไม่น่าสนใจเท่าที่ควรเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ที่มีกฎระเบียบผ่อนปรนมากกว่า ซึ่งอาจส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงและสร้างความเสียหายต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
การปรับปรุงหรือทบทวน พ.ร.บ. แอลกอฮอล์ จึงเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการร้านอาหารมองว่าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่เพื่อสนับสนุนธุรกิจร้านอาหารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างรายได้และกระตุ้นการบริโภค กฎหมายควรมีความยืดหยุ่นและทันสมัย เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อบริบททางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยยังคงไว้ซึ่งการควบคุมที่เหมาะสมและไม่ส่งผลกระทบต่อสาธารณสุข
รายละเอียดต่อยอดจากประเด็นข้างต้น
ตามข้อมูลจากผู้ประกอบการและนักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมบริการ พบว่าปัญหาของการบังคับใช้ พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การตีความที่เข้มงวดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความไม่ชัดเจนในแนวทางการปฏิบัติจริง ซึ่งก่อให้เกิดความสับสนในหมู่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของร้านอาหารที่ต้องการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย เช่น “Happy Hour” หรือ “Buy 1 Get 1 Free” ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ทำให้ร้านอาหารหลายแห่งต้องยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนแผนการตลาด ส่งผลให้ไม่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งในภูมิภาคที่มีกฎระเบียบที่ผ่อนปรนกว่าได้
ผลกระทบที่เกิดขึ้นยังขยายวงกว้างไปยังห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ไปจนถึงผู้จัดจำหน่าย และร้านอาหาร ซึ่งเป็นปลายทางของผลิตภัณฑ์ หากยอดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลดลง ย่อมส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการจ้างงาน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่รัฐบาลให้ความสนใจในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังฟื้นตัว และต้องการรายได้จากการท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการจึงเรียกร้องให้มีการหารือร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อหาจุดร่วมที่เหมาะสม และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีความยืดหยุ่นและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย
สรุปข่าวทั้งหมด
สถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการทบทวน พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการขายและการโฆษณา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการกระตุ้นภาคเศรษฐกิจและบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกลไกหลักในการฟื้นฟูประเทศ ผู้ประกอบการร้านอาหารได้ออกมาส่งเสียงเพื่อเรียกร้องให้มีการปรับปรุงกฎหมายให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันมากขึ้น เพื่อให้สามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน และดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เต็มศักยภาพ การพิจารณาและดำเนินการอย่างรอบคอบจากภาครัฐจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการควบคุมเพื่อสาธารณสุขและการสนับสนุนเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลดีต่อทุกภาคส่วนในระยะยาว และยังคงต้องติดตามต่อไปว่าการเรียกร้องครั้งนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมหรือไม่









