Home ข่าวสังคม นายกฯ ชูบทบาทของไทย เป็นสะพานเชื่อมโลกเศรษฐกิจ พร้อมทำงานร่วมทุกภาคี

นายกฯ ชูบทบาทของไทย เป็นสะพานเชื่อมโลกเศรษฐกิจ พร้อมทำงานร่วมทุกภาคี

133
0
ภาพประกอบข่าว: นายกฯ ชูบทบาทของไทย เป็นสะพานเชื่อมโลกเศรษฐกิจ พร้อมทำงานร่วมทุกภาคี
เครดิตภาพ: @KhaosodOnline

นายกฯ ชูบทบาทของไทย ในฐานะประเทศที่มีศักยภาพและพร้อมเป็นสะพานเชื่อมโลกเศรษฐกิจ โดยได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกับทุกภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน การประกาศเจตนารมณ์ครั้งนี้มีขึ้นในโอกาสที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจระดับโลก ขณะเดียวกันก็มองเห็นโอกาสในการสร้างความร่วมมือและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ นายกรัฐมนตรีได้แสดงวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นการใช้จุดแข็งทางภูมิศาสตร์และศักยภาพของบุคลากรไทยในการสร้างมูลค่าเพิ่มและตำแหน่งแห่งที่ของประเทศไทยในเวทีโลก โดยเชื่อมั่นว่าการบูรณาการความร่วมมือจะเป็นกุญแจสำคัญในการบรรลุเป้าหมายนี้

ประเด็นสำคัญจาก: นายกฯ ชูบทบาทของไทย เป็นสะพานเชื่อมโลกเศรษฐกิจ พร้อมทำงานร่วมทุกภาคี

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงบทบาทเชิงรุกของประเทศไทยในการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยไม่จำกัดเฉพาะภูมิภาคอาเซียนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภูมิภาคอื่น ๆ ที่มีศักยภาพ การเป็น “สะพาน” ในที่นี้หมายถึงการเป็นศูนย์กลางของการเชื่อมโยง ทั้งด้านการค้า การลงทุน โลจิสติกส์ และการแลกเปลี่ยนนวัตกรรม โดยประเทศไทยมีความพร้อมทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่เอื้ออำนวยต่อธุรกิจต่างชาติ นอกจากนี้ยังได้มีการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างสภาพแวดล้อมที่น่าดึงดูดใจสำหรับนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงการอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนและการค้า

การทำงานร่วมกับทุกภาคีเป็นหัวใจหลักของวิสัยทัศน์นี้ นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่าการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชนซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ ภาครัฐที่มีบทบาทในการกำหนดนโยบายและอำนวยความสะดวก รวมถึงภาคประชาชนและภาคประชาสังคมที่มีส่วนร่วมในการสร้างความเข้มแข็งจากภายใน การบูรณาการความร่วมมือนี้จะช่วยให้สามารถแก้ไขปัญหาและคว้าโอกาสทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ จะนำไปสู่การพัฒนานโยบายและโครงการที่ตอบสนองความต้องการของประเทศได้อย่างแท้จริง และสร้างภูมิคุ้มกันต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก

รายละเอียดต่อยอดจากประเด็นข้างต้น

นโยบายการเป็นสะพานเชื่อมโลกเศรษฐกิจของไทยนั้นถูกขับเคลื่อนผ่านยุทธศาสตร์หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และการแพทย์ครบวงจร รวมถึงการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศผ่านการลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยรัฐบาลได้มีการปรับปรุงกฎระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ และสร้างความโปร่งใส ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมการเจรจาการค้าเสรี (FTA) กับประเทศคู่ค้าสำคัญ ๆ เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นการเปิดประตูสู่ตลาดใหม่ ๆ และเพิ่มมูลค่าการส่งออกของไทย

การทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายระหว่างประเทศก็เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการผลักดันวิสัยทัศน์นี้ โดยประเทศไทยได้เข้าร่วมและมีบทบาทสำคัญในการประชุมระดับภูมิภาคและระดับโลกหลายเวที เช่น APEC, ASEAN, และกรอบความร่วมมืออื่น ๆ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศพันธมิตร และแสวงหาโอกาสในการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและสังคม การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยีระหว่างประเทศเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาประเทศในยุคปัจจุบัน ขณะเดียวกัน การส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะที่เป็นประเทศที่มีเสถียรภาพและมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญ โดยเน้นย้ำถึงวัฒนธรรมที่ดีงาม ประชาชนที่มีคุณภาพ และการต้อนรับที่เป็นมิตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง Soft Power เพื่อดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวและนักลงทุนให้เข้ามายังประเทศไทย

สรุปข่าวทั้งหมด

การประกาศวิสัยทัศน์ของนายกรัฐมนตรีในการชูบทบาทของไทยให้เป็นสะพานเชื่อมโลกเศรษฐกิจและพร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคี ถือเป็นการวางทิศทางที่ชัดเจนสำหรับการพัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืน การเน้นย้ำถึงความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จะเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในการขยายโอกาสทางการค้า การลงทุน และการพัฒนานวัตกรรม ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก และสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจจากภายในสู่ภายนอก การดำเนินนโยบายเชิงรุกนี้คาดว่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และเป็นแรงผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว.

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here