
พลัส พร็อพเพอร์ตี้ บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารและจัดการอสังหาริมทรัพย์ ได้ออกมาให้คำแนะนำ 7 แนวทางในการดูแลที่อยู่อาศัยเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์พายุโซนร้อน “คัลแมกี” ที่มีแนวโน้มจะทวีกำลังแรงขึ้นและพาดผ่านประเทศไทยในช่วงฤดูฝนนี้ โดยคำแนะนำดังกล่าวครอบคลุมทั้งการเตรียมความพร้อมก่อนเกิดพายุ การป้องกันความเสียหายระหว่างเกิดพายุ และการฟื้นฟูหลังพายุพัดผ่าน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับทรัพย์สินของผู้อยู่อาศัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรรที่ต้องเผชิญกับปัจจัยทางธรรมชาติที่รุนแรงเช่นนี้ โดยอาศัยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์มาประกอบการให้คำแนะนำเชิงปฏิบัติจริง เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ
ประเด็นสำคัญจาก: พลัส พร็อพเพอร์ตี้ แนะ 7 แนวทาง ดูแลที่อยู่อาศัย รับมือพายุ “คัลแมกี”
ประเด็นสำคัญจากคำแนะนำของพลัส พร็อพเพอร์ตี้ เริ่มต้นจากการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบสภาพที่อยู่อาศัยโดยละเอียดก่อนพายุจะมาถึง ควรตรวจสอบหลังคา, ผนัง, ประตูหน้าต่าง และรอยรั่วซึมต่างๆ เนื่องจากเป็นจุดเปราะบางที่มักได้รับความเสียหายจากลมและฝนที่พัดมาพร้อมพายุ การอุดรอยรั่วซึม ซ่อมแซมส่วนที่ชำรุด และเสริมความแข็งแรงให้กับโครงสร้าง อาจช่วยป้องกันความเสียหายร้ายแรงได้ การทำความสะอาดรางน้ำฝนและท่อระบายน้ำไม่ให้อุดตันก็เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ระบบระบายน้ำสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ป้องกันน้ำท่วมขังและซึมเข้าสู่ตัวอาคาร ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของความเสียหายต่อโครงสร้างและทรัพย์สินภายใน
นอกจากนี้ พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ยังเน้นย้ำเรื่องการเตรียมความพร้อมสำหรับสิ่งของภายนอกอาคาร ควรจัดเก็บหรือยึดตรึงสิ่งของที่อาจถูกลมพัดปลิวได้ เช่น เฟอร์นิเจอร์นอกบ้าน กระถางต้นไม้ อุปกรณ์ทำสวน หรือสิ่งของที่วางอยู่บนระเบียงคอนโดมิเนียม เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งของเหล่านี้สร้างความเสียหายต่อที่อยู่อาศัยตนเองหรือผู้อื่น รวมถึงการสำรองน้ำดื่ม อาหารแห้ง ไฟฉาย แบตเตอรี่สำรอง และยาสามัญประจำบ้านไว้ใช้ในกรณีที่ไฟฟ้าดับหรือไม่สามารถออกไปหาซื้อของได้ การมีแผนฉุกเฉินและการทราบช่องทางการติดต่อสื่อสารกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น นิติบุคคล หรือหน่วยกู้ภัย ก็เป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญที่จะช่วยให้รับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที
รายละเอียดต่อยอดจากประเด็นข้างต้น
รายละเอียดต่อยอดที่พลัส พร็อพเพอร์ตี้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมคือ การดูแลระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ การปิดและถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นออกจากเต้ารับ จะช่วยป้องกันความเสียหายจากกระแสไฟฟ้าลัดวงจรหรือฟ้าผ่าที่อาจเกิดขึ้นระหว่างพายุ การตรวจสอบระบบป้องกันไฟฟ้าย้อนกลับ (Residual Current Device – RCD) หรือเครื่องตัดไฟรั่ว ก็เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้พักอาศัยและอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน ในกรณีที่เกิดน้ำท่วมหรือมีน้ำขัง การตัดกระแสไฟฟ้าหลักทันทีที่เห็นสัญญาณของน้ำท่วมขังเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันอันตรายจากกระแสไฟฟ้าดูด และลดความเสียหายต่อระบบไฟฟ้าภายในอาคาร
สำหรับผู้อยู่อาศัยในคอนโดมิเนียม พลัส พร็อพเพอร์ตี้เน้นย้ำถึงบทบาทของนิติบุคคลในการดูแลและเตรียมความพร้อมของอาคารส่วนกลาง ผู้อยู่อาศัยควรให้ความร่วมมือกับมาตรการของนิติบุคคล เช่น การตรวจสอบระบบป้องกันและระบายน้ำของอาคาร การสำรองไฟฟ้าฉุกเฉิน และการเตรียมความพร้อมของพื้นที่ส่วนกลางที่อาจได้รับผลกระทบจากพายุ ควรมีการแจ้งข่าวสารและช่องทางการติดต่อฉุกเฉินที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยสามารถรับทราบข้อมูลและขอความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่เจ้าของบ้านจัดสรร ควรพิจารณาการทำประกันภัยที่ครอบคลุมความเสียหายจากภัยธรรมชาติ เพื่อเป็นหลักประกันในกรณีที่เกิดความเสียหายอย่างหนักต่อที่อยู่อาศัยและทรัพย์สิน และวางแผนการอพยพไปยังสถานที่ปลอดภัยหากสถานการณ์รุนแรงเกินกว่าจะรับมือได้
สรุปข่าวทั้งหมด
โดยสรุปแล้ว คำแนะนำ 7 แนวทางจากพลัส พร็อพเพอร์ตี้ เป็นแนวทางที่ครอบคลุมและปฏิบัติได้จริงสำหรับการดูแลที่อยู่อาศัยเพื่อรับมือกับพายุ “คัลแมกี” หรือภัยธรรมชาติอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝน การเตรียมความพร้อมล่วงหน้า การตรวจสอบสภาพอาคาร การจัดการสิ่งของภายนอก การสำรองอุปกรณ์จำเป็น และการศึกษาแผนฉุกเฉิน ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สินของผู้อยู่อาศัย มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้ผู้พักอาศัยสามารถรับมือกับสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ดีขึ้น แต่ยังช่วยสร้างความอุ่นใจและมั่นใจในการใช้ชีวิตในช่วงที่สภาพอากาศมีความแปรปรวน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการป้องกันที่ดีกว่าการแก้ไข และบทบาทของทุกภาคส่วนในการร่วมมือกันเพื่อความปลอดภัยของชุมชนและทรัพย์สิน การใส่ใจในรายละเอียดและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด จะเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญในการเผชิญกับสถานการณ์พายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ









