
ปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ตนไม่เชื่อมั่นในการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันอีกต่อไปแล้ว โดยได้ระบุ 4 ประเด็นหลักที่ทำให้เขาสิ้นศรัทธา ประกอบด้วย วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่รุนแรง ปัญหาพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน การขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการประเทศ และการละเลยปัญหาปากท้องของประชาชน ผู้คนจำนวนมากกำลังเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่รายได้ยังคงเท่าเดิมหรือลดลง สถานการณ์ดังกล่าวได้สร้างความเดือดร้อนอย่างใหญ่หลวงแก่ประชาชนทั่วประเทศ และกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจังตามที่ได้เคยให้สัญญาไว้
ประเด็นสำคัญจาก: “ปลอดประสพ” ลั่นไม่เชื่อรัฐบาลอีกแล้ว ยก 4 ข้อ ดีแต่พูด
นายปลอดประสพ สุรัสวดี ได้กล่าวถึงประเด็นสำคัญที่ทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นในรัฐบาล โดยเน้นย้ำถึงสถานการณ์เศรษฐกิจที่กำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างหนักหน่วง ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ราคาสินค้าเกษตรกลับตกต่ำ ทำให้เกษตรกรต้องประสบกับภาวะขาดทุน รายได้ของประชาชนทั่วไปไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการขาดกลไกการบริหารจัดการเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพจากภาครัฐ รวมถึงความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปากท้องของประชาชน การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจทั้งในระดับประเทศและระดับโลกส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การตอบสนองของรัฐบาลต่อสถานการณ์เหล่านี้ยังคงเป็นที่น่ากังขาสำหรับประชาชนและผู้สังเกตการณ์ทั่วไป
ปัญหาด้านพลังงานเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่นายปลอดประสพหยิบยกขึ้นมากล่าวถึง ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า และก๊าซหุงต้ม ได้สร้างภาระอย่างหนักแก่ครัวเรือนและภาคธุรกิจ การที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมราคาพลังงานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม หรือไม่สามารถหามาตรการเยียวยาที่มีประสิทธิภาพได้ทันท่วงที ทำให้ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจโดยรวม การพึ่งพิงพลังงานจากภายนอกและการเปิดเสรีที่ไม่สมบูรณ์อาจเป็นสาเหตุหนึ่ง แต่การขาดวิสัยทัศน์และการวางแผนระยะยาวในการบริหารจัดการทรัพยากรพลังงานของประเทศก็เป็นปัจจัยที่ไม่อาจมองข้ามได้ ปัญหาเหล่านี้ล้วนแต่บั่นทอนความศรัทธาและความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลอย่างร้ายแรง
รายละเอียดต่อยอดจากประเด็นข้างต้น
จากประเด็นหลักที่นายปลอดประสพ สุรัสวดี ได้กล่าวถึง ปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญอยู่ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของตัวเลขทางมหภาคเท่านั้น แต่ได้ส่งผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรมต่อชีวิตประจำวันของประชาชนทุกกลุ่ม รายได้ที่ไม่เพียงพอต่อรายจ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้หลายครัวเรือนต้องประหยัดค่าใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็น เช่น อาหารและค่าเดินทาง หรือแม้กระทั่งการเข้าถึงบริการสาธารณะที่ควรได้รับ การที่รัฐบาลดูเหมือนจะละเลยหรือตอบสนองช้าต่อปัญหาเหล่านี้ ได้สร้างความรู้สึกผิดหวังและท้อแท้ในหมู่ประชาชน ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรง ซึ่งนำไปสู่การลดกำลังการผลิต การเลิกจ้างงาน และในบางกรณีถึงขั้นต้องปิดกิจการทั้งหมด ส่งผลให้จำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น และเศรษฐกิจโดยรวมเกิดการชะลอตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สัญญาณเหล่านี้เป็นเครื่องบ่งชี้ว่ามาตรการเศรษฐกิจที่ใช้อยู่อาจไม่เพียงพอหรือไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน
ในส่วนของปัญหาพลังงาน การพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและราคาที่ผันผวนในตลาดโลกเป็นความท้าทายที่ทุกประเทศต้องเผชิญ แต่การที่รัฐบาลไม่สามารถเสนอแนวทางแก้ไขที่ชัดเจนและยั่งยืนได้ ทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระที่หนักอึ้ง การขาดการลงทุนในพลังงานทดแทน หรือการสนับสนุนการใช้พลังงานทางเลือกที่ไม่เพียงพอ อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประเทศติดกับดักพลังงานฟอสซิล ซึ่งราคามีความอ่อนไหวต่อสถานการณ์โลกสูง นอกจากนี้ ความโปร่งใสในการกำหนดราคาพลังงานก็เป็นอีกประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจและต้องการคำอธิบายที่ชัดเจน การสื่อสารที่ไม่ชัดเจนและการแก้ไขปัญหาที่ไม่เป็นรูปธรรม ทำให้เกิดข้อสงสัยและนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์ถึงประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐในด้านนี้ การขาดแผนการบริหารจัดการวิกฤตพลังงานที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลลดลงไปอย่างมาก
สรุปข่าวทั้งหมด
การแสดงความไม่เชื่อมั่นของนายปลอดประสพ สุรัสวดี ต่อรัฐบาล พร้อมทั้งการยก 4 ประเด็นหลักที่ชี้ให้เห็นถึงการทำงานที่ “ดีแต่พูด” นั้น สะท้อนให้เห็นถึงเสียงสะท้อนจากประชาชนส่วนหนึ่งที่กำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจและพลังงานที่รุนแรง การบริหารจัดการประเทศที่ขาดประสิทธิภาพ และการละเลยปัญหาปากท้อง นอกจากการวิพากษ์วิจารณ์แล้ว ถ้อยแถลงนี้ยังเป็นเสมือนสัญญาณเตือนให้รัฐบาลตระหนักถึงความเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาพื้นฐานที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยตรง แม้บริบทของปัญหาจะมีความซับซ้อน แต่ความคาดหวังของประชาชนต่อการเปลี่ยนแปลงและการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมยังคงมีอยู่สูง การติดตามผลลัพธ์จากนโยบายและการดำเนินงานของรัฐบาลในระยะต่อไปจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าความเชื่อมั่นของประชาชนจะได้รับการฟื้นฟูหรือไม่









