Home ข่าวการเมือง มติอัปยศ สว.นันทนา น้ำตาคลอ ถูกฟันผิดจริยธรรมร้ายแรง ปมด้อยค่าสว.ขายหมู

มติอัปยศ สว.นันทนา น้ำตาคลอ ถูกฟันผิดจริยธรรมร้ายแรง ปมด้อยค่าสว.ขายหมู

144
0
ภาพประกอบข่าว: มติอัปยศ สว.นันทนา น้ำตาคลอ ถูกฟันผิดจริยธรรมร้ายแรง ปมด้อยค่าสว.ขายหมู
เครดิตภาพ: www.thairath.co.th

มติอัปยศ ที่เกิดขึ้นกับ สว.นันทนา หรือ นางนันทนา สงฆ์ประชา สมาชิกวุฒิสภา ได้รับผลกระทบจากกรณีถูกคณะกรรมการจริยธรรมของวุฒิสภาลงมติให้ลงโทษฐานความผิดจริยธรรมร้ายแรง ด้วยคะแนนเสียง 10 ต่อ 1 โดยมีที่มาจากพฤติกรรมด้อยค่าสมาชิกวุฒิสภาคนอื่นว่า “ขายหมู” ซึ่งเป็นคำพูดที่ถูกบันทึกไว้ในการประชุมวุฒิสภาเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2566 เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ สว.นันทนาไม่เห็นด้วยกับการลงมติในญัตติด่วนขอให้วุฒิสภาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาและแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ทำให้เกิดความไม่พอใจและนำมาซึ่งการร้องเรียนเรื่องจริยธรรม การลงมตินี้ส่งผลให้เธอต้องพ้นจากตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาสถานะสิ้นสุดลง และสร้างบรรยากาศแห่งความตึงเครียดภายในองค์กรอย่างเห็นได้ชัด

ประเด็นสำคัญจาก: มติอัปยศ สว.นันทนา น้ำตาคลอ ถูกฟันผิดจริยธรรมร้ายแรง ปมด้อยค่าสว.ขายหมู

ประเด็นสำคัญในกรณีของ สว.นันทนา สงฆ์ประชา คือการที่เธอถูกคณะกรรมการจริยธรรมของวุฒิสภาลงมติให้พ้นจากตำแหน่งด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นถึง 10 ต่อ 1 ฐานความผิดจริยธรรมร้ายแรง สืบเนื่องมาจากถ้อยคำที่ถูกกล่าวหาว่า “ด้อยค่า” สว.คนอื่นๆ ในการประชุมวุฒิสภา โดยมีพฤติการณ์คือในระหว่างการประชุม สว.นันทนาได้กล่าวคำว่า “ขายหมู” ภายหลังจากการลงมติในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับราคาพืชผลทางการเกษตร ซึ่งเธอไม่เห็นด้วยกับผลลัพธ์ของการลงมตินั้น ถ้อยคำนี้ถูกตีความว่าเป็นการดูถูกเหยียดหยามศักดิ์ศรีของเพื่อนสมาชิกวุฒิสภา และเป็นการกระทำที่ขัดต่อประมวลจริยธรรมของสมาชิกวุฒิสภาและกรรมาธิการ

การดำเนินการของคณะกรรมการจริยธรรมเริ่มต้นขึ้นเมื่อมีการร้องเรียนจากสมาชิกวุฒิสภาท่านอื่น หลังจากมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ รวมถึงการรับฟังคำชี้แจงจาก สว.นันทนาเอง คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายการผิดจริยธรรมร้ายแรงตามมาตรา 31 วรรคสองและมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ซึ่งระบุถึงการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ และเกียรติภูมิขององค์กร รวมถึงการกระทำที่ไม่เหมาะสมต่อเพื่อนร่วมงานและสาธารณะ การลงมติของคณะกรรมการฯ สะท้อนให้เห็นถึงความจริงจังขององค์กรในการธำรงรักษาระเบียบวินัยและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

รายละเอียดต่อยอดจากประเด็นข้างต้น

คดีของ สว.นันทนา สงฆ์ประชา ได้รับความสนใจจากสาธารณชนเป็นอย่างมาก ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นการลงโทษ สว. ในข้อหาความผิดจริยธรรมร้ายแรง แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงมาตรฐานและผลบังคับใช้ของประมวลจริยธรรมที่บัญญัติไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา 31 วรรคสอง ที่ระบุถึง “การรักษาผลประโยชน์ส่วนรวม” และการ “สร้างความสามัคคีปรองดอง” ซึ่ง สว.นันทนาถูกกล่าวหาว่าละเมิดหลักการเหล่านี้ด้วยการใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสม มติ 10 ต่อ 1 ของคณะกรรมการจริยธรรมแสดงให้เห็นถึงฉันทานุมัติที่ชัดเจนในการตัดสินลงโทษ และบ่งชี้ว่าคณะกรรมการฯ เห็นว่าการกระทำของเธอเป็นเรื่องที่ไม่สามารถยอมรับได้ในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งอันทรงเกียรติ

ผลของมติดังกล่าวคือการพ้นจากตำแหน่งของ สว.นันทนา ซึ่งถือเป็นการบังคับใช้กฎหมายจริยธรรมอย่างเข้มงวด การลงโทษในลักษณะนี้เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย และทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับการตีความขอบเขตของเสรีภาพในการแสดงออกของสมาชิกสภา กับการรักษาจริยธรรมและระเบียบวินัยภายในองค์กร การที่ สว.นันทนาต้องน้ำตาคลอหลังทราบผลมติ ก็แสดงให้เห็นถึงผลกระทบทางจิตใจและอาชีพที่เธอต้องเผชิญ การตัดสินใจครั้งนี้ไม่เพียงแค่ส่งผลต่อตัวบุคคลเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของวุฒิสภาในสายตาของประชาชน ซึ่งต้องเน้นย้ำถึงความสำคัญของการดำรงไว้ซึ่งจริยธรรมและคุณธรรมของผู้บริหารประเทศ

สรุปข่าวทั้งหมด

กรณีของ สว.นันทนา สงฆ์ประชา ที่ถูกคณะกรรมการจริยธรรมลงมติให้พ้นจากตำแหน่งด้วยข้อหาความผิดจริยธรรมร้ายแรง จากการใช้ถ้อยคําว่า “ขายหมู” ซึ่งเป็นการด้อยค่าเพื่อนสมาชิกวุฒิสภา ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สะท้อนถึงความจริงจังของการบังคับใช้ประมวลจริยธรรมในสภา ถ้อยคำดังกล่าวถูกตีความว่าเป็นการละเมิดหลักการรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมและการสร้างความสามัคคีปรองดอง ส่งผลให้เกิดการลงคะแนนเสียง 10 ต่อ 1 ให้เธอพ้นจากตำแหน่ง การตัดสินใจครั้งนี้มีนัยยะสำคัญต่อภูมิทัศน์การเมืองไทย โดยตอกย้ำความสำคัญของการธำรงไว้ซึ่งมาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และอาจเป็นบรรทัดฐานสำหรับกรณีอื่นๆ ในอนาคต ประชาชนยังคงต้องจับตาดูว่าคณะกรรมการจริยธรรมจะยังคงรักษามาตรฐานความเข้มงวดนี้ต่อไปอย่างไร เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในสถาบันนิติบัญญัติ.

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here