Home ข่าวการเมือง จับแล้ว “นิสิต สินธุไพร” แกนนำคนเสื้อแดง หลบหนีคดีล้มประชุมอาเซียนซัมมิต ปี 52

จับแล้ว “นิสิต สินธุไพร” แกนนำคนเสื้อแดง หลบหนีคดีล้มประชุมอาเซียนซัมมิต ปี 52

97
0
ภาพประกอบข่าว: จับแล้ว
เครดิตภาพ: https://www.pptvhd36.com

จับแล้ว “นิสิต สินธุไพร” แกนนำคนเสื้อแดง ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในฐานะอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคไทยรักไทย ได้ถูกจับกุมตัวได้ในที่สุด หลังจากหลบหนีคดีบุกรุกและล้มการประชุมสุดยอดอาเซียน หรือ อาเซียนซัมมิต ที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2552 โดยคดีนี้ถือเป็นประเด็นการเมืองสำคัญที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในขณะนั้น เนื่องจากส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยอย่างมีนัยสำคัญ การจับกุมนาย นิสิต สินธุไพร ในครั้งนี้จึงเป็นความคืบหน้าสำคัญในคดีที่ยืดเยื้อมานานกว่าทศวรรษ แสดงให้เห็นถึงความพยายามของเจ้าหน้าที่ในการนำตัวผู้กระทำผิดมารับโทษตามกระบวนการยุติธรรม แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยมานานแล้วก็ตาม

ประเด็นสำคัญจาก: จับแล้ว “นิสิต สินธุไพร” แกนนำคนเสื้อแดง หลบหนีคดีล้มประชุมอาเซียนซัมมิต ปี 52

การบุกรุกและล้มการประชุมอาเซียนซัมมิตที่พัทยาเมื่อปี พ.ศ. 2552 ถือเป็นเหตุการณ์รุนแรงที่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ไม่เพียงแต่ต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและการท่องเที่ยวของประเทศไทยในระดับภูมิภาคและนานาชาติ แต่ยังกระทบกระเทือนถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างรุนแรง การประชุมครั้งนั้นเป็นการรวมตัวของผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการหารือและกำหนดทิศทางความร่วมมือในภูมิภาค การถูกขัดขวางจนต้องยกเลิกกลางคันเช่นนั้น ถือเป็นการละเมิดหลักการทูตและพิธีการระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง สร้างความอับอายให้กับประเทศชาติ และส่งผลให้ประเทศไทยถูกตั้งคำถามถึงเสถียรภาพทางการเมืองและความสามารถในการรักษาความปลอดภัยสำหรับกิจกรรมระดับนานาชาติ

ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว ได้มีการดำเนินคดีกับแกนนำและผู้สนับสนุนที่เกี่ยวข้องหลายราย ซึ่งนาย นิสิต สินธุไพร เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่ถูกศาลออกหมายจับในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดในครั้งนั้น คดีนี้ได้ผ่านกระบวนการยุติธรรมมาหลายระดับ และมีการออกหมายจับเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมารับโทษตามกฎหมายตลอดมา อย่างไรก็ตาม นาย นิสิต สินธุไพร ได้ใช้ชีวิตหลบหนีการจับกุมมาเป็นเวลากว่าสิบปี การจับกุมครั้งนี้จึงเป็นผลมาจากการติดตามและสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการบังคับใช้กฎหมายและนำตัวผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดมารับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง อนึ่ง การจับกุมนี้ยังเป็นเครื่องยืนยันว่ากฎหมายมีผลบังคับใช้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใดก็ตาม

รายละเอียดต่อยอดจากประเด็นข้างต้น

เหตุการณ์ความรุนแรงที่พัทยาเมื่อปี 2552 เริ่มต้นขึ้นเมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง ซึ่งมีแกนนำหลายคนรวมถึงนาย นิสิต สินธุไพร ได้เคลื่อนขบวนไปยังสถานที่จัดประชุมสุดยอดอาเซียน ที่โรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา จังหวัดชลบุรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลในขณะนั้น ซึ่งนำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ลาออก การชุมนุมดังกล่าวได้บานปลายกลายเป็นการบุกเข้าภายในอาคารจนนำไปสู่ความพยายามอพยพผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนออกจากพื้นที่ด้วยเฮลิคอปเตอร์ สร้างความตื่นตระหนกและนำมาซึ่งการประกาศยกเลิกการประชุมในที่สุด เหตุการณ์นี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย และยังคงถูกจดจำในฐานะหนึ่งในเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่รุนแรง

หลังจากเหตุการณ์นั้น ทางการได้ดำเนินคดีกับแกนนำและผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากในข้อหาต่างๆ อาทิ การมั่วสุมก่อความวุ่นวาย การบุกรุก และการกระทำที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศ ในส่วนของนาย นิสิต สินธุไพร นั้น เขาได้ตกเป็นผู้ต้องหาสำคัญในคดีดังกล่าว และถูกดำเนินคดีในหลายข้อกล่าวหาที่เกี่ยวเนื่องกับการจัดกิจกรรมและการปลุกระดม การหลบหนีหมายจับมาอย่างยาวนานของเขาสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของคดีที่เกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมือง ซึ่งมักจะใช้เวลานานและต้องอาศัยการสืบสวนสอบสวนอย่างละเอียดจากเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง การจับกุมครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การดำเนินกระบวนการยุติธรรมในส่วนของนาย นิสิต สินธุไพร ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ต่อไปตามกฎหมายที่กำหนดไว้

สรุปข่าวทั้งหมด

การจับกุมนาย นิสิต สินธุไพร แกนนำคนเสื้อแดงที่หลบหนีคดีบุกรุกและล้มการประชุมอาเซียนซัมมิตเมื่อปี 2552 ถือเป็นความคืบหน้าที่สำคัญในคดีประวัติศาสตร์การเมืองไทย คดีนี้ได้ใช้เวลาดำเนินมาอย่างยาวนานกว่าสิบปี สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของกระบวนการยุติธรรมในการนำตัวผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดมารับผิดชอบตามกฎหมาย การถูกจับกุมของนาย นิสิต สินธุไพร จะนำไปสู่การดำเนินคดีตามขั้นตอนและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งสังคมและสาธารณชนต่างให้ความสนใจอย่างใกล้ชิดถึงผลลัพธ์ของคดีที่เกี่ยวโยงกับเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่สำคัญในอดีต และจะเป็นการตอกย้ำถึงหลักการที่ว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าใดก็ตาม.

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here