
คลัง ทบทวนการใช้ตัวคูณลดหย่อนภาษี TISA ในรูปแบบใหม่ โดยยืนยันว่าตัวเลข 0.7 และ 1.3 ที่มีการอ้างถึงก่อนหน้านี้เป็นเพียงโมเดลตัวอย่างที่ถูกนำเสนอเพื่อศึกษาผลกระทบเท่านั้น ยังมิได้เป็นข้อสรุปหรือนำมาใช้จริงในทางปฏิบัติแต่อย่างใด การทบทวนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและประสิทธิภาพสูงสุดในการจัดเก็บภาษี รวมถึงส่งเสริมการออมระยะยาวให้แก่ประชาชนอย่างยั่งยืน โดยกระทรวงการคลังได้ดำเนินการหารือและพิจารณาอย่างรอบด้านกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เหมาะสมที่สุดในการนำมาใช้เป็นมาตรการทางภาษีต่อไปในระยะยาว มั่นใจว่าแนวทางการปรับปรุงครั้งนี้จะตอบโจทย์ทั้งในด้านการส่งเสริมการออม และการรักษาเสถียรภาพทางการคลังของประเทศ
ประเด็นสำคัญจาก: คลัง ทบทวนตัวคูณลดหย่อนภาษีTISA ยัน 0.7 และ 1.3 เป็นแค่โมเดลตัวอย่าง
ประเด็นหลักที่กระทรวงการคลังได้ให้ความสำคัญคือการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการออมระยะยาว (TISA) โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีตัวเลขตัวคูณ 0.7 และ 1.3 ที่หลายฝ่ายแสดงความกังวล ในทางปฏิบัติ ตัวเลขเหล่านี้เป็นผลจากการศึกษาเบื้องต้นเพื่อประเมินทางเลือกและผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น ไม่ได้ถูกกำหนดให้เป็นอัตราที่ใช้จริง จุดประสงค์คือเพื่อหาสมดุลระหว่างการกระตุ้นการออม การกระจายฐานภาษี และการรักษาวินัยทางการคลัง การสื่อสารที่ชัดเจนจากกระทรวงการคลังจึงเป็นสิ่งสำคัญในการลดความสับสนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุนและประชาชนทั่วไป
การทบทวนเรื่องตัวคูณนี้เกิดขึ้นภายหลังจากการประเมินผลกระทบของมาตรการส่งเสริมการออมระยะยาวที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่ได้สิ้นสุดลงไปแล้ว กระทรวงการคลังตระหนักถึงความจำเป็นในการมีเครื่องมือทางภาษีใหม่ที่สามารถกระตุ้นการออมและลงทุนในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจำนวนผู้สูงอายุในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การศึกษาโมเดลตัวคูณต่างๆ จึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการนี้ เพื่อให้แน่ใจว่ามาตรการใหม่ที่ออกมาจะตอบสนองวัตถุประสงค์ได้อย่างเต็มที่ พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงผลกระทบเชิงลบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม
นอกจากนี้ การออกแบบมาตรการลดหย่อนภาษี TISA ยังต้องคำนึงถึงความสามารถในการรองรับของงบประมาณแผ่นดิน และผลกระทบต่อกลุ่มผู้มีรายได้ต่างๆ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด การลดหย่อนภาษีเป็นเครื่องมือที่ใช้กันทั่วโลกในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการออม แต่ต้องมีการบริหารจัดการอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้เกิดภาระทางการคลังที่มากเกินไป หรือประโยชน์ไปกระจุกตัวอยู่กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ดังนั้น การพิจารณาตัวคูณจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการมองภาพรวมของมาตรการทั้งหมด
รายละเอียดต่อยอดจากประเด็นข้างต้น
กระทรวงการคลังได้ระบุว่า การพิจารณารูปแบบ TISA กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาและวิเคราะห์อย่างละเอียด โดยมีคณะทำงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กรมสรรพากร และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ร่วมกันประเมิน ข้อเสนอเกี่ยวกับตัวคูณ 0.7 และ 1.3 เป็นเพียงหนึ่งในสมมติฐานที่นำมาทดสอบในแบบจำลองทางเศรษฐมิติ เพื่อวิเคราะห์ว่า หากใช้ตัวคูณเหล่านี้ จะส่งผลต่อพฤติกรรมการออมของประชาชน ภาระงบประมาณ และโครงสร้างการลงทุนในตลาดทุนอย่างไร การตัดสินใจขั้นสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับผลการศึกษาที่สมบูรณ์และข้อสรุปร่วมกันของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
ปัจจุบัน กระทรวงการคลังยังคงเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ ผู้ประกอบการในตลาดทุน หรือภาคประชาชน เพื่อนำข้อมูลและมุมมองที่หลากหลายมาประกอบการพิจารณา การปรับเปลี่ยนนโยบายภาษีเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีผลกระทบในวงกว้าง ดังนั้น ทุกขั้นตอนจึงต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและรอบคอบที่สุด เป้าหมายคือการสร้างกลไกที่ส่งเสริมการออมระยะยาวให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง ควบคู่ไปกับการส่งเสริมเสถียรภาพและความยั่งยืนของตลาดทุนไทย ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตในระยะยาว การใช้โมเดลตัวอย่างเพียงเพื่อการศึกษาจึงเป็นแนวปฏิบัติมาตรฐานเพื่อทำความเข้าใจก่อนจะนำไปสู่การบังคับใช้จริง
สรุปข่าวทั้งหมด
โดยสรุป กระทรวงการคลังได้ยืนยันว่าตัวเลขตัวคูณ 0.7 และ 1.3 สำหรับการลดหย่อนภาษี TISA ที่มีการกล่าวถึงนั้นเป็นเพียงโมเดลตัวอย่างเพื่อการศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบในขั้นตอนเบื้องต้นเท่านั้น ยังไม่มีการตัดสินใจหรือกำหนดให้เป็นอัตราที่ใช้จริง กระบวนการพิจารณามาตรการลดหย่อนภาษี TISA ยังคงดำเนินต่อไปอย่างรอบคอบ โดยมุ่งเน้นการสร้างแรงจูงใจในการออมระยะยาวให้กับประชาชน ในขณะเดียวกันก็ต้องรักษาสมดุลทางการคลังและส่งเสริมความเป็นธรรมให้กับผู้เสียภาษีทุกกลุ่ม การตัดสินใจขั้นสุดท้ายจะมาจากการประเมินผลอย่างละเอียดและหารือร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้มาตรการที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงสุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยในระยะยาวต่อไป ประชาชนและผู้สนใจจึงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจากแหล่งข้อมูลทางการของกระทรวงการคลัง






