Home ข่าวการเมือง “เอกนิติ” ย้ำอีกรอบ ร่วมเฟรม “เบน สมิธ” ไม่มีอะไร

“เอกนิติ” ย้ำอีกรอบ ร่วมเฟรม “เบน สมิธ” ไม่มีอะไร

125
0
ภาพประกอบข่าว: “เอกนิติ” ย้ำอีกรอบ ร่วมเฟรม
เครดิตภาพ: PPTV HD 36

“เอกนิติ” ชี้แจง ถึงประเด็นที่ตนเองปรากฏในเฟรมภาพถ่ายร่วมกับนายเบน สมิธ อดีตที่ปรึกษาทรู คอร์ปอเรชั่น อีกครั้ง เพื่อยืนยันว่าการพบปะดังกล่าวไม่ได้มีนัยสำคัญทางการเมืองหรือธุรกิจแต่อย่างใด โดยระบุว่าไม่มีอะไรเป็นพิเศษ และเป็นเพียงการพบปะพูดคุยกันตามปกติในงานเลี้ยงสังสรรค์แห่งหนึ่ง ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการหารือเรื่องงานหรือโครงการใดๆ ที่เป็นประเด็นสาธารณะ โดยให้ข้อมูลว่าตนเองรู้จักกับนายเบน สมิธ มานานแล้ว และการพบกันครั้งนี้เป็นไปในลักษณะส่วนตัวและในวงสังคมทั่วไป จึงไม่ควรนำไปตีความเกินจริงหรือเชื่อมโยงกับเรื่องที่อาจสร้างความเข้าใจผิดให้กับสังคม การชี้แจงครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่มีภาพดังกล่าวเริ่มแพร่หลายในสื่อสังคมออนไลน์และนำไปสู่การตั้งคำถามในหมู่สาธารณชนถึงวัตถุประสงค์ของการพบกัน ทำให้เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ต้องออกมาให้ความกระจ่างเพื่อยุติข้อสงสัยเหล่านั้น

ประเด็นสำคัญจาก: “เอกนิติ” ย้ำอีกรอบ ร่วมเฟรม “เบน สมิธ” ไม่มีอะไร

การชี้แจงของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เกี่ยวกับการปรากฏตัวร่วมกับนายเบน สมิธ อดีตที่ปรึกษาทรู คอร์ปอเรชั่น เป็นการเน้นย้ำถึงลักษณะของการพบปะว่าเป็นไปตามความสัมพันธ์ส่วนตัวและในบริบททางสังคม ไม่ใช่การประชุมหารืออย่างเป็นทางการ หรือเกี่ยวข้องกับวาระสำคัญของประเทศ การที่ภาพถ่ายดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ทำให้เกิดการตั้งข้อสังเกตและตีความไปในทิศทางต่างๆ บนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากตำแหน่งหน้าที่ของทั้งสองท่าน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในแวดวงเศรษฐกิจและการลงทุน

นายเอกนิติได้ระบุอย่างชัดเจนว่าตนรู้จักกับนายเบน สมิธ มาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว และการพบกันในครั้งนี้เกิดขึ้นในงานเลี้ยงสังสรรค์ ไม่ใช่การนัดหมายเพื่อหารือเรื่องธุรกิจหรือประเด็นนโยบายสาธารณะ การออกมาให้ข้อมูลที่ชัดเจนเช่นนี้ มีจุดประสงค์เพื่อลดความเข้าใจผิดและป้องกันการนำข้อมูลไปตีความในทางที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของบุคคลทั้งสอง ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ข้อมูลข่าวสารสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วและสามารถสร้างผลกระทบต่อการรับรู้ของสาธารณะได้อย่างง่ายดาย

รายละเอียดต่อยอดจากประเด็นข้างต้น

ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลสำคัญในภาครัฐกับภาคเอกชน มักเป็นที่จับตาของสาธารณชนอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเผยแพร่ภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นถึงการพบปะกัน การที่นายเอกนิติออกมาให้ข้อมูลด้วยตนเองเป็นครั้งที่สอง แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการสื่อสารที่โปร่งใสและตรงไปตรงมา เพื่อคลายความกังวลที่อาจเกิดขึ้น นายเบน สมิธ ซึ่งเคยมีบทบาทในบริษัทโทรคมนาคมขนาดใหญ่ ย่อมเป็นที่รู้จักในแวดวงธุรกิจ การพบกันของบุคคลทั้งสองจึงทำให้สาธารณชนอาจเชื่อมโยงไปถึงประเด็นด้านนโยบายหรือโครงการขนาดใหญ่ที่ภาครัฐกำลังดำเนินการหรือพิจารณาอยู่ ถึงแม้ว่านายเอกนิติจะยืนยันว่าไม่มีนัยยะแอบแฝง แต่การตอบคำถามซ้ำสองก็สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่จะสร้างความเชื่อมั่นและลดช่องว่างของการตีความที่อาจเกิดขึ้นได้

การยืนยันซ้ำอีกครั้งจากเลขาธิการ สศช. ว่า “ไม่มีอะไร” สะท้อนถึงความหนักใจที่อาจได้รับจากคำถามหรือกระแสข่าวที่เชื่อมโยงถึงการพบปะดังกล่าว ในฐานะที่เป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กรที่มีภารกิจสำคัญในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ การรักษาความโปร่งใสและการหลีกเลี่ยงข้อครหาต่างๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง การชี้แจงครั้งนี้ถือเป็นแนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐในการตอบสนองต่อข้อซักถามของสาธารณชน เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจและแสดงให้เห็นว่าการกระทำของตนเองนั้นอยู่ในกรอบที่เหมาะสมและไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนตามที่บางฝ่ายอาจเข้าใจผิด อันเป็นการรักษาธรรมาภิบาลและความน่าเชื่อถือของตำแหน่งหน้าที่

สรุปข่าวทั้งหมด

การที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เลขาธิการ สศช. ออกมายืนยันเป็นครั้งที่สองว่าการที่ตนเองปรากฏในเฟรมภาพถ่ายกับนายเบน สมิธ อดีตที่ปรึกษาทรู คอร์ปอเรชั่น นั้น “ไม่มีอะไร” เป็นการตอบสนองต่อกระแสข่าวที่เกิดขึ้นเพื่อคลี่คลายข้อสงสัยของสาธารณชน โดยยืนยันว่าการพบปะดังกล่าวเป็นไปในลักษณะส่วนตัวและในงานเลี้ยงสังสรรค์ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการหารือเรื่องงานหรือประเด็นทางธุรกิจ การชี้แจงซ้ำนี้มีจุดประสงค์เพื่อป้องกันการตีความที่อาจสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความโปร่งใสในหน้าที่การงานของทั้งสองท่าน โดยเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวที่มีมานานและบริบทของการพบปะที่ไร้ซึ่งนัยยะทางการเมืองหรือผลประโยชน์ทับซ้อน เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นของเจ้าหน้าที่รัฐในการสื่อสารที่ชัดเจนและรวดเร็ว เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่ท่ามกลางสังคมที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว.

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here