
กกต. (คณะกรรมการการเลือกตั้ง) ได้ออกมาชี้แจงประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการอ้างชื่อประชาชนเพื่อสวมสิทธิ์สมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมือง โดยเน้นย้ำถึงความผิดทางกฎหมายที่ร้ายแรง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองที่อนุญาตให้มีการกระทำดังกล่าว โดย กกต. แสดงความกังวลว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการบ่อนทำลายหลักการประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลในการดำเนินการของพรรคการเมือง ซึ่งอาจนำไปสู่การยุบพรรคการเมืองได้ การชี้แจงครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังมีข้อร้องเรียนและเบาะแสเกี่ยวกับการใช้ข้อมูลประชาชนโดยมิชอบเพื่อเพิ่มจำนวนสมาชิกพรรค ซึ่งเป็นสิ่งผิดกฎหมายอย่างชัดเจน และผู้กระทำผิดจะต้องรับโทษตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองอย่างเคร่งครัด
ประเด็นสำคัญจาก: กกต. ชี้ พรรคอ้างชื่อ ปชช.สวมสิทธิ์สมัครสมาชิก นายทะเบียนเตรียมติดคุก!
ประเด็นหลักที่ กกต. ชี้แจงคือการกระทำที่พรรคการเมืองบางพรรคอาจมีการอ้างชื่อประชาชนเพื่อสวมสิทธิ์สมัครเป็นสมาชิกพรรคโดยที่เจ้าตัวไม่ได้รับรู้หรือให้ความยินยอม ซึ่งเป็นการกระทำที่เข้าข่ายการปลอมแปลงเอกสารและการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลโดยมิชอบ ซึ่งเป็นความผิดทางกฎหมายอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา 108 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2561 ได้ระบุโทษสำหรับผู้ที่กระทำผิดในลักษณะนี้ไว้อย่างชัดเจน การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการสร้างข้อมูลสมาชิกพรรคที่ไม่เป็นจริงเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการเลือกเข้าร่วมพรรคการเมืองที่ตนเองพึงประสงค์อย่างอิสระ
กกต. ได้เน้นย้ำว่านายทะเบียนพรรคการเมืองมีหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างสูงในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลสมาชิกพรรค หากนายทะเบียนรู้เห็นเป็นใจหรือละเลยในการตรวจสอบจนทำให้เกิดการสวมสิทธิ์ดังกล่าวขึ้น นายทะเบียนพรรคการเมืองผู้นั้นจะต้องรับโทษทางอาญาตามกฎหมาย ซึ่งรวมถึงโทษจำคุกและการถูกปรับ การชี้แจงนี้มีขึ้นเพื่อเป็นการเตือนพรรคการเมืองและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องให้ตระหนักถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมายและจริยธรรมทางการเมืองอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการจัดทำฐานข้อมูลสมาชิกพรรคซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้
รายละเอียดต่อยอดจากประเด็นข้างต้น
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2561 มาตรา 108 ระบุว่า “ผู้ใดจงใจทำให้การเป็นสมาชิกพรรคการเมืองไม่เป็นไปตามมาตรา 24 วรรคหนึ่ง หรือยินยอมให้บุคคลใดนำชื่อไปเป็นสมาชิกพรรคการเมืองโดยที่มิได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” การตีความมาตรานี้โดย กกต. ชี้ให้เห็นว่าการกระทำใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนำชื่อผู้อื่นไปใช้เป็นสมาชิกพรรคโดยไม่ได้รับความยินยอม หรือการจงใจทำให้การเป็นสมาชิกไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ถือเป็นความผิดที่ร้ายแรง ซึ่งไม่เพียงแต่ผู้ที่ดำเนินการสวมสิทธิ์เท่านั้น แต่ผู้ที่มีตำแหน่งนายทะเบียนพรรคการเมืองซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในการรับรองข้อมูลสมาชิกพรรคก็อาจถูกดำเนินคดีได้หากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
นอกจากนี้ กกต. ยังระบุถึงผลกระทบในวงกว้างต่อพรรคการเมืองที่กระทำผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการสวมสิทธิ์สมาชิกพรรคมีผลต่อการได้มาซึ่งสิทธิประโยชน์บางประการของพรรค เช่น เงินอุดหนุนจากกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง หรือการมีจำนวนสมาชิกเพียงพอสำหรับการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง การกระทำเหล่านี้อาจนำไปสู่การดำเนินคดีเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้บริหารพรรค หรือแม้กระทั่งการเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบพรรคการเมืองได้ การดำเนินการของ กกต. ในครั้งนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าการกระทำผิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกพรรคการเมืองจะไม่ได้รับการยอมความ และจะมีการดำเนินการอย่างเด็ดขาดเพื่อธำรงไว้ซึ่งความถูกต้องและเป็นธรรมของการเมืองในประเทศ
สรุปข่าวทั้งหมด
การชี้แจงของ กกต. เกี่ยวกับการอ้างชื่อประชาชนสวมสิทธิ์สมัครสมาชิกพรรคการเมือง และการเน้นย้ำถึงโทษที่นายทะเบียนพรรคการเมืองต้องเผชิญนั้น เป็นการตอกย้ำถึงความพยายามของหน่วยงานในการรักษาความโปร่งใสและยุติธรรมในระบบพรรคการเมืองของไทย การกระทำที่บิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเป็นสมาชิกพรรคไม่เพียงแต่ฝ่าฝืนกฎหมายอย่างชัดเจน แต่ยังส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของพรรคการเมืองและความศรัทธาของประชาชนในกระบวนการประชาธิปไตย กกต. จะยังคงติดตามและตรวจสอบประเด็นเหล่านี้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การดำเนินการของพรรคการเมืองเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล และเพื่อให้มั่นใจว่าสิทธิในการรวมกลุ่มทางการเมืองของประชาชนได้รับการเคารพอย่างแท้จริง การดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้กระทำผิดจะเป็นมาตรการสำคัญในการป้องปรามและสร้างมาตรฐานให้กับพรรคการเมืองทุกพรรคในอนาคต









