
เชตวัน เต็งกุล อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคก้าวไกล และผู้ที่เคยเคลื่อนไหวเรื่องกองทัพ ได้ทวิตข้อความโต้ตอบ พ.อ. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กรณีที่ พ.อ. วินธัย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในทำนองว่าการบริจาคสิ่งของให้ทหารนั้นเป็น “ความใส่ใจจากประชาชน” และไม่ควรนำการกระทำที่เป็นน้ำใจมาด้อยค่า ซึ่งทางนายเชตวันได้แสดงความคิดเห็นว่าการพยายามสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของกองทัพ หรือ “พูดเอาหล่อ” ในประเด็นนี้ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาที่แท้จริง พร้อมทั้งเน้นย้ำว่าสิ่งที่สำคัญกว่าเรื่องสิ่งของบริจาคคือ “น้ำใจและความเสียสละ” ของทหาร โดยที่รัฐบาลและกองทัพควรมีบทบาทในการดูแลสวัสดิการของกำลังพลอย่างเต็มที่ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นภาระของประชาชนในการบริจาค
ประเด็นสำคัญจาก: “เชตวัน” โต้ “วินธัย” อย่าพูดเอาหล่อ ปมของบริจาคทหารไม่สำคัญเท่าน้ำใจ
ประเด็นความขัดแย้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ พ.อ. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “สิ่งที่น่ากังวล คือ การไปด้อยค่าความใส่ใจจากประชาชน หรือการทำให้ความใส่ใจดูเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง และไปต่อว่าการทำดีของประชาชนคนอื่น” โดยเขาเน้นย้ำว่าการบริจาคสิ่งของต่าง ๆ แม้จะเป็นเพียงข้าวสาร น้ำดื่ม สิ่งของอุปโภคบริโภค หรือแม้แต่กำลังใจ ก็ล้วนเป็นสิ่งที่ประชาชนทำด้วยความตั้งใจดี และแสดงออกถึงความห่วงใยที่มีต่อเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ การพยายามบิดเบือนเจตนารมณ์ที่ดีเหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่ไม่สมควรและไม่ควรทำ
อย่างไรก็ตาม นายเชตวัน เต็งกุล ได้ออกมาทวิตโต้ตอบในทำนองว่าการที่ พ.อ. วินธัย พยายามแสดงความคิดเห็นเช่นนั้นเป็นการ “พูดเอาหล่อ” เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับกองทัพ แต่ไม่ได้ addressing ปัญหาที่แท้จริง โดยนายเชตวันชี้ว่า ถ้าต้องการพูดว่าทหารคือผู้เสียสละจริง กองทัพและรัฐบาลควรให้เกียรติและดูแลสวัสดิการของทหารให้สมศักดิ์ศรี ไม่ใช่ปล่อยให้ต้องรอคอยสิ่งของบริจาคจากประชาชน ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นถึงความบกพร่องในการบริหารจัดการภายในกองทัพ และความรับผิดชอบของภาครัฐในการดูแลกำลังพลของตนเองอย่างเต็มที่และเพียงพอ
การโต้ตอบนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเห็นต่างในสังคมเกี่ยวกับบทบาท หน้าที่ และสวัสดิการของทหาร โดยฝ่ายหนึ่งมองว่าการบริจาคคือการแสดงน้ำใจที่ดีงามและเป็นกำลังใจที่สำคัญ ขณะที่อีกฝ่ายกลับมองว่าการบริจาคไม่ควรเป็นสิ่งจำเป็นในระบอบการบริหารจัดการที่ดี และเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงปัญหาพื้นฐานที่กองทัพและรัฐบาลควรเร่งแก้ไข เพื่อให้ทหารได้รับสวัสดิการที่เหมาะสมและสมบูรณ์ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการบริจาคจากภาคประชาชน
รายละเอียดต่อยอดจากประเด็นข้างต้น
การเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงอย่างต่อเนื่องในสังคมไทยเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณและการดูแลสวัสดิการของทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่ทหารปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัย หรือประสบปัญหาด้านความเป็นอยู่ ซึ่งหลายครั้งมักมีการเปิดรับบริจาคหรือความช่วยเหลือจากประชาชนและภาคเอกชน ประเด็นนี้ทำให้เกิดคำถามถึงความเพียงพอของงบประมาณที่รัฐจัดสรรให้ รวมถึงกลไกการดูแลสวัสดิการที่กองทัพควรมีต่อกำลังพลของตนเอง ที่ไม่ควรให้เป็นภาระของภาคประชาชนที่ต้องมาเติมเต็มความขาดแคลน
นายเชตวันยังได้กล่าวอีกว่า “ถ้ารัฐบาลมองว่าเรื่องน้ำใจกับความเสียสละของทหารสำคัญจริง ก็ควรให้เกียรติและดูแลสวัสดิการของทหารให้สมศักดิ์ศรี ไม่ใช่ต้องรอของบริจาค” ข้อความนี้ตอกย้ำมุมมองที่ว่าการแก้ปัญหาควรเริ่มจากรากฐาน คือการที่รัฐบาลและกองทัพต้องจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรให้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตและการปฏิบัติหน้าที่ของทหาร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและขวัญกำลังใจของกำลังพล ไม่ใช่แค่เพียงการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีผ่านคำพูดสวยหรูแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งในทางกลับกันอาจเป็นการปกปิดปัญหาที่แท้จริงภายในองค์กร และบิดเบือนความสนใจไปจากประเด็นสำคัญที่ควรถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาและแก้ไขอย่างจริงจังและเป็นระบบ
สรุปข่าวทั้งหมด
การโต้ตอบระหว่างนายเชตวัน เต็งกุล และ พ.อ. วินธัย สุวารี ในประเด็นเรื่องของบริจาคสำหรับทหารได้สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดย พ.อ. วินธัย มองว่าการบริจาคคือการแสดงออกถึงน้ำใจและความห่วงใยจากประชาชนที่ไม่ควรถูกด้อยค่า ในขณะที่นายเชตวันกลับชี้ว่าการบริจาคไม่ควรเป็นสิ่งจำเป็น หากรัฐบาลและกองทัพมีการดูแลสวัสดิการของทหารอย่างเพียงพอและสมศักดิ์ศรี ข้อถกเถียงนี้เปิดประเด็นให้สังคมได้พิจารณาถึงความรับผิดชอบของภาครัฐในการดูแลกำลังพลของประเทศอย่างเต็มที่ รวมถึงการตรวจสอบการจัดสรรงบประมาณและความโปร่งใสในการบริหารจัดการภายในกองทัพ เพื่อให้ทหารทุกนายได้รับการดูแลที่เหมาะสม ไม่ใช่เพียงการรอคอยความช่วยเหลือจากภาคประชาชน ซึ่งประเด็นนี้ยังคงเป็นที่สนใจของสังคมและต้องติดตามต่อไปถึงแนวทางแก้ไขปัญหาที่ภาครัฐจะดำเนินการ.









