
ทภ.2 ถกกัมพูชา ยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่ชัดเจนในประเด็นการถอนอาวุธและยุทโธปกรณ์ออกจากพื้นที่ความขัดแย้งได้ แม้จะมีการประชุมหารือกันอย่างต่อเนื่องหลายครั้ง โดยล่าสุด มีการขีดเส้นตายให้ฝ่ายกัมพูชาดำเนินการขนย้ายอาวุธดังกล่าวออกจากพื้นที่ภายในระยะเวลา 3 สัปดาห์ ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องที่ไทยผลักดันอย่างจริงจัง เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณแนวชายแดน และสร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินมาตรการลดกำลังทหารตามที่เคยตกลงกันไว้ ความล่าช้าในการดำเนินการนี้ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศยังคงอยู่ในภาวะเปราะบาง และต้องจับตาดูท่าทีของทั้งสองฝ่ายอย่างใกล้ชิดว่าจะสามารถหาทางออกร่วมกันได้หรือไม่ภายใต้กรอบเวลาที่กำหนด
ประเด็นสำคัญจาก: ทภ.2 ถกกัมพูชายังไม่จบ ปมถอนอาวุธ ขีดเส้นขนออกจากพื้นที่ใน 3 สัปดาห์
ประเด็นหลักที่ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญในการแก้ไขปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชาคือการที่กองทัพกัมพูชายังคงไม่ดำเนินการถอนอาวุธหนักและยุทโธปกรณ์ต่างๆ ออกจากพื้นที่ตามข้อตกลงและหลักการที่เคยหารือกันไว้ก่อนหน้า แม้ว่ากองทัพภาคที่ 2 ของไทยจะพยายามสื่อสารและเจรจากับฝ่ายกัมพูชามาโดยตลอด แต่ยังไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมในเรื่องนี้ ทำให้เส้นแบ่งเขตแดนที่ยังไม่ชัดเจนโดยเฉพาะในพื้นที่ปราสาทเขาพระวิหารเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและพร้อมจะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ หากไม่มีการจัดการเรื่องอาวุธที่ชัดเจน การคงอยู่ของอาวุธในพื้นที่พิพาทไม่เพียงแต่ลดโอกาสในการสร้างความไว้วางใจระหว่างกัน แต่ยังเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงของทั้งสองประเทศ
การขีดเส้นตายให้กัมพูชาขนย้ายอาวุธภายใน 3 สัปดาห์ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของฝ่ายไทยที่จะเร่งรัดให้มีการปฏิบัติตามข้อตกลงและลดความตึงเครียดลง นี่ไม่ใช่เพียงแค่การเจรจาทางเทคนิค แต่เป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของไทยในการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ ในขณะเดียวกัน ก็เป็นการเปิดโอกาสให้กัมพูชาได้แสดงออกถึงเจตนาดีในการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีโดยการปฏิบัติตามข้อเรียกร้องนี้ การที่การเจรจายังไม่สามารถบรรลุข้อสรุปได้อย่างสมบูรณ์บ่งชี้ว่า มีประเด็นยิบย่อยหรือข้อกังวลบางอย่างที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ทำให้การถอนอาวุธกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญก่อนที่จะมีการหารือในประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการพื้นที่ร่วมกัน
รายละเอียดต่อยอดจากประเด็นข้างต้น
รายงานข่าวระบุว่า ข้อเรียกร้องให้มีการถอนอาวุธนี้สืบเนื่องมาจากข้อตกลงเดิมที่ทั้งสองประเทศได้พูดคุยกันมาระยะหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงที่ผ่านมา การคงกำลังทหารพร้อมอาวุธในพื้นที่สุ่มเสี่ยงย่อมส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระดับประชาชนและโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในบริเวณชายแดนได้ การที่ฝ่ายไทยกำหนดกรอบระยะเวลาให้ชัดเจนอย่าง 3 สัปดาห์ ย่อมหมายถึงการต้องการเห็นความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมและรวดเร็ว เพื่อลดความเสี่ยงจากการเผชิญหน้าและสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเจรจาในประเด็นอื่นๆ ที่ซับซ้อนกว่าในอนาคต
หากไม่มีการปฏิบัติการถอนอาวุธตามกรอบเวลาที่กำหนด อาจส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศกลับมาสู่จุดที่ตึงเครียดอีกครั้ง และอาจมีความจำเป็นที่ฝ่ายไทยจะต้องพิจารณามาตรการตอบโต้หรือการปรับเปลี่ยนท่าทีในการเจรจาต่อไป การเจรจานี้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการประเมินเจตนาและความจริงใจของฝ่ายกัมพูชาในการแก้ไขปัญหาชายแดนร่วมกันอย่างสันติ ขณะเดียวกัน ไทยเองก็ต้องเตรียมความพร้อมสำหรับสถานการณ์ทุกรูปแบบหากการเจรจาไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนในพื้นที่ชายแดนให้ปลอดภัยจากเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์
สรุปข่าวทั้งหมด
สถานการณ์ชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชายังคงมีความเปราะบาง โดยเฉพาะประเด็นการถอนอาวุธและยุทโธปกรณ์ออกจากพื้นที่ความขัดแย้ง ซึ่งการประชุมระหว่างกองทัพภาคที่ 2 และฝ่ายกัมพูชายังไม่สามารถหาข้อสรุปที่ชัดเจนได้ แม้ไทยจะขีดเส้นตายให้กัมพูชาดำเนินการขนย้ายอาวุธภายใน 3 สัปดาห์ การคงอยู่ของอาวุธในพื้นที่พิพาทยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญในการสร้างความไว้วางใจและลดความตึงเครียด การปฏิบัติการตามกรอบเวลาที่กำหนดจะเป็นตัวชี้วัดความจริงใจของทั้งสองฝ่ายในการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ซึ่งหากไม่มีความคืบหน้า อาจส่งผลให้สถานการณ์กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง และอาจนำไปสู่การพิจารณามาตรการตอบโต้จากฝ่ายไทย เพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศในระยะยาว









