
อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวถึงความสำเร็จในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์และกลุ่มมิจฉาชีพออนไลน์ หรือที่เรียกว่าสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติที่รัฐบาลปัจจุบันให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยระบุว่าไม่มีรัฐบาลชุดใดที่ผ่านมากล้าดำเนินการปราบปรามและยึดทรัพย์ของกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้ในมูลค่าระดับหลักหมื่นล้านบาทได้เท่ารัฐบาลชุดนี้ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นและความจริงจังในการปกป้องประชาชนจากภัยคุกคามรูปแบบใหม่นี้อย่างเป็นรูปธรรม การดำเนินการดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการหยุดยั้งการกระทำผิด แต่ยังเป็นการส่งเสริมความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศอีกด้วย
ประเด็นสำคัญจาก: “อนุทิน” โวไม่มีรัฐบาลไหนกล้าทำปราบสแกมเมอร์ ยึดทรัพย์หลักหมื่นล้าน
ประเด็นหลักที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เน้นย้ำคือความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปราบปรามกลุ่มสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่สร้างความเสียหายแก่ประชาชนในวงกว้าง โดยนายอนุทินได้กล่าวถึงความสำเร็จในการยึดทรัพย์สินของกลุ่มผู้กระทำความผิดเหล่านี้ในมูลค่าที่สูงถึงหลักหมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลชุดก่อนหน้าไม่เคยสามารถดำเนินการได้ในระดับเดียวกัน ความสำเร็จนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความจริงจังและประสิทธิภาพของมาตรการที่รัฐบาลได้นำมาใช้ในการต่อสู้กับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อนและมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบอยู่ตลอดเวลา
การปราบปรามสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้ถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งในวาระแห่งชาติที่สำคัญ เพื่อให้การทำงานมีกรอบและทิศทางที่ชัดเจนและได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกระดับ ซึ่งรวมถึงการประสานงานระหว่างหน่วยงานภายในประเทศ อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสถาบันการเงินต่างๆ ตลอดจนการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต่างประเทศในการติดตามและสกัดกั้นการทำธุรกรรมทางการเงินที่ผิดกฎหมายข้ามแดน ความร่วมมือที่แข็งแกร่งนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการดำเนินงานที่เด็ดขาดและครอบคลุมทุกมิติ ส่งผลให้การยึดทรัพย์สามารถทำได้ในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
นอกจากนี้ นายอนุทินยังได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างความตระหนักรู้และให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับกลโกงรูปแบบต่างๆ ของมิจฉาชีพ เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ การดำเนินการเชิงรุกนี้ควบคู่ไปกับการปราบปราม ได้ช่วยลดจำนวนผู้เสียหายและลดความเสียหายที่เกิดขึ้นในภาพรวมของประเทศ อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ารัฐบาลพร้อมที่จะใช้ทุกวิถีทางในการปกป้องผลประโยชน์และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของทุกคนจากภัยคุกคามในโลกออนไลน์ ทำให้การกล่าวอ้างว่า “ไม่มีรัฐบาลไหนกล้าทำ” เป็นการตอกย้ำถึงความแตกต่างและความเด็ดขาดในการปฏิบัติงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน
รายละเอียดต่อยอดจากประเด็นข้างต้น
ความสำเร็จในการยึดทรัพย์มูลค่าหลักหมื่นล้านบาท ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะการจับกุมผู้กระทำผิดเท่านั้น แต่ยังเป็นผลมาจากกลไกทางกฎหมายที่เข้มแข็งขึ้น และการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันการเงินที่ถูกขอความร่วมมือในการระงับการทำธุรกรรมที่น่าสงสัยและตรวจสอบเส้นทางการเงินของกลุ่มมิจฉาชีพอย่างใกล้ชิด การสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและเทคโนโลยีระหว่างประเทศก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ เนื่องจากอาชญากรรมไซเบอร์มักมีลักษณะข้ามชาติ การประสานงานกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในประเทศเพื่อนบ้านและประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ทำให้สามารถติดตามและกวาดล้างเครือข่ายมิจฉาชีพที่มีฐานปฏิบัติการอยู่นอกประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การดำเนินการตามวาระแห่งชาติในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์นั้น ยังรวมถึงการปรับปรุงและพัฒนากฎหมายให้ทันสมัยและครอบคลุมถึงรูปแบบการกระทำผิดใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเพิ่มขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ผ่านการฝึกอบรมและจัดหาเครื่องมือที่จำเป็นและทันสมัย ซึ่งจะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การสร้างระบบการรับแจ้งความออนไลน์ที่ใช้งานง่ายและรวดเร็ว เพื่อให้ประชาชนสามารถรายงานสถานการณ์ที่น่าสงสัยหรือเมื่อตกเป็นเหยื่อได้อย่างทันท่วงที ก็เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ที่สำคัญ เพื่อให้ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำไปใช้ในการวิเคราะห์และวางแผนการปราบปรามต่อไป โดยรวมแล้ว ทุกมาตรการล้วนมีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นคงปลอดภัยในโลกไซเบอร์ให้กับประชาชนชาวไทยอย่างยั่งยืน
สรุปข่าวทั้งหมด
โดยสรุป นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ตอกย้ำถึงความสำเร็จของรัฐบาลในการปราบปรามกลุ่มสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ โดยระบุว่ารัฐบาลชุดนี้ได้ดำเนินการยึดทรัพย์สินของมิจฉาชีพไปแล้วกว่าหลักหมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนที่ไม่เคยมีรัฐบาลชุดใดสามารถทำได้มาก่อน ความสำเร็จนี้สะท้อนถึงเจตนารมณ์อันแน่วแน่และความจริงจังของรัฐบาลในการต่อสู้กับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่สร้างความเสียหายแก่ประชาชน การดำเนินการดังกล่าวครอบคลุมทั้งการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ และการให้ความรู้แก่ประชาชนเพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อ ซึ่งทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้กับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในยุคดิจิทัล.






