
อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธานในการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือร่วมใจเพื่อป้องกันและปราบปรามภัยจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ “สงครามสแกมเมอร์” ซึ่งเป็นการรวมพลังครั้งสำคัญของ 15 หน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและสร้างความเสียหายแก่ประชาชนเป็นจำนวนมาก การลงนามครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วนในการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบและบูรณาการ เพื่อแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนนี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและสามารถลดผลกระทบต่อสังคมโดยรวม
ประเด็นสำคัญจาก: “อนุทิน” นำ 15 หน่วยงานลงนามเอ็มโอยูประกาศสงครามสแกมเมอร์!
การลงนาม MOU ครั้งนี้เกิดขึ้นในสถานการณ์ที่อาชญากรรมทางเทคโนโลยีกำลังทวีความรุนแรงและสร้างความสูญเสียอย่างมหาศาลต่อประชาชนทั่วประเทศ โดยสถิติบ่งชี้ว่ามีมูลค่าความเสียหายสูงถึงกว่า 5 หมื่นล้านบาท และมีจำนวนผู้เสียหายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัญหานี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจระดับบุคคล แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมของประเทศด้วย การที่รองนายกรัฐมนตรี “อนุทิน” มาเป็นประธานในการลงนาม จึงเป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนต้องเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
ภายใต้ MOU ฉบับนี้ ได้กำหนดกรอบความร่วมมือที่ครอบคลุมในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการสืบสวนสอบสวน การประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชน และการบูรณาการกฎหมายที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัล, หน่วยงานกำกับดูแล เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย, รวมถึงภาคเอกชนอย่างสมาคมธนาคารไทย และผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ จะเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ซับซ้อนขึ้นทุกขณะ
สิ่งที่สำคัญยิ่งในความร่วมมือครั้งนี้คือการสร้างกลไกในการตอบสนองต่อเหตุการณ์อาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสกัดกั้นการทำธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติ การปิดช่องทางการสื่อสารที่ใช้ในการหลอกลวง และการเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการสืบสวน เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย ซึ่งจะช่วยลดโอกาสที่ประชาชนจะตกเป็นเหยื่อ และลดความเสียหายที่เกิดขึ้นให้เหลือน้อยที่สุด พร้อมกันนี้ การเพิ่มความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจจับและป้องกันภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
รายละเอียดต่อยอดจากประเด็นข้างต้น
การลงนามความร่วมมือนี้ได้รวบรวมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเข้าไว้ด้วยกันอย่างครบวงจร ซึ่งรวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย, สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.), กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES), สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, สำนักงานอัยการสูงสุด, สมาคมธนาคารไทย และผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่ทั้งสามราย ซึ่งได้แก่ AIS, TRUE, และ DTAC รวมถึง CAT Telecom และ TOT ในฐานะผู้ให้บริการโครงข่ายพื้นฐาน การผนึกกำลังของหน่วยงานเหล่านี้เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลและภาคเอกชนต่างตระหนักถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์อย่างจริงจัง และพร้อมที่จะใช้ทรัพยากรและความเชี่ยวชาญของแต่ละหน่วยงานมารวมกัน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับสังคม
นอกจากนี้ ในระยะยาว การสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับภัยไซเบอร์ให้กับประชาชนก็เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญของความร่วมมือนี้ การจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ การให้ความรู้ผ่านช่องทางต่างๆ รวมถึงการสร้างแพลตฟอร์มที่ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลและขอความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว จะเป็นส่วนสำคัญในการลดจำนวนผู้ตกเป็นเหยื่อ การให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชนเกี่ยวกับรูปแบบการหลอกลวงที่หลากหลายและซับซ้อน จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ประชาชนในการรับมือกับกลโกงต่างๆ ที่นักต้มตุ๋นใช้ ซึ่งจะทำให้ “สงครามสแกมเมอร์” นี้ ไม่ใช่เพียงแต่การทำงานของหน่วยงานภาครัฐเท่านั้น แต่ยังเป็นการรวมพลังของสังคมโดยรวมในการต่อสู้กับภัยร้ายนี้
สรุปข่าวทั้งหมด
การลงนาม MOU “สงครามสแกมเมอร์” โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธาน ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการยกระดับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการผนึกกำลังของ 15 หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ความร่วมมือนี้ครอบคลุมตั้งแต่การแลกเปลี่ยนข้อมูล การพัฒนาเทคโนโลยี การสร้างความตระหนักรู้ ไปจนถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มแข็ง เพื่อลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนกว่า 5 หมื่นล้านบาท และสร้างสังคมไทยที่ปลอดภัยจากภัยไซเบอร์ ความสำเร็จของโครงการนี้จะขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง และการปรับตัวให้เข้ากับรูปแบบอาชญากรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดจากการป้องกันภัยคุกคามรูปแบบใหม่นี้.









