
อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เน้นย้ำถึงนโยบายที่ให้ความสำคัญกับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งแก๊งคอลเซ็นเตอร์และกลุ่มสแกมเมอร์ที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชน โดยเปิดเผยว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างจริงจังและเด็ดขาดในการแก้ไขปัญหานี้ พร้อมทั้งได้มีการจับตากลุ่มบุคคลที่มีชื่อเสียง ซึ่งอาจมีส่วนเกี่ยวข้องหรือถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการหลอกลวงประชาชน การดำเนินการครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่นให้กับสังคม ในขณะเดียวกันก็เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลในการปกป้องประชาชนจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในปัจจุบัน
ประเด็นสำคัญจาก: “อนุทิน” ลุยปราบสแกมเมอร์ เผยจับตากลุ่มบุคคลมีชื่อเสียง
นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กล่าวถึงสถานการณ์อาชญากรรมทางไซเบอร์ที่กำลังเป็นปัญหาสำคัญในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหลอกลวงในรูปแบบต่างๆ ที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ใช้ในการเข้าถึงและสร้างความเสียหายให้กับประชาชนทั่วไป ท่านได้ย้ำว่ารัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วนและจริงจัง เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนผู้บริสุทธิ์ การปราบปรามกลุ่มอาชญากรเหล่านี้จึงเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่กระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญเป็นพิเศษ โดยจะมีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อดำเนินการจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้กระทำผิด
นอกจากนี้ นายอนุทินยังได้เน้นย้ำถึงประเด็นของการเฝ้าระวังและจับตากลุ่มบุคคลที่มีชื่อเสียง หรือที่เรียกว่า ‘influencer’ ที่อาจถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการชักชวนหรือหลอกลวงประชาชนในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาชวนเชื่อในผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมาย การชักชวนให้ลงทุนใน schemes ที่ไม่ชอบมาพากล หรือการใช้ภาพลักษณ์เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับกิจกรรมฉ้อโกง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังตรวจสอบและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลเหล่านี้ เพื่อให้มั่นใจว่าหากพบว่ามีการกระทำผิด จะดำเนินการตามกฎหมายโดยไม่ละเว้น ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลจะไม่ยอมให้ผู้ใดใช้ชื่อเสียงของตนเองมาแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมายและสร้างความเดือดร้อนให้กับสังคม การเฝ้าระวังนี้ยังรวมถึงการตรวจสอบแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ที่อาจเป็นช่องทางให้กลุ่มมิจฉาชีพใช้ในการหลอกลวงประชาชนอีกด้วย
รายละเอียดต่อยอดจากประเด็นข้างต้น
มาตรการที่รัฐบาลจะนำมาใช้ในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีมีความหลากหลายและครอบคลุมหลายมิติ โดยสิ่งสำคัญคือการเพิ่มประสิทธิภาพในการสืบสวนสอบสวนและการรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อให้สามารถดำเนินคดีกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงการประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมมือกันในการสกัดกั้นเส้นทางการเงินของกลุ่มมิจฉาชีพ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการทำลายเครือข่ายเหล่านี้ นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาแนวทางการยกระดับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทันสมัยและสามารถรับมือกับรูปแบบอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่ซับซ้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในส่วนของการจับตากลุ่มบุคคลมีชื่อเสียงนั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการรวบรวมข้อมูลและพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด โดยมุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์รูปแบบการชักชวนหรือการโฆษณาที่อาจเข้าข่ายการหลอกลวงประชาชน หากพบว่าบุคคลที่มีชื่อเสียงรายใดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม จะมีการเรียกมาสอบปากคำและดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด สิ่งนี้เป็นการเน้นย้ำถึงความรับผิดชอบของบุคคลสาธารณะในการใช้แพลตฟอร์มและอิทธิพลของตนเองอย่างสร้างสรรค์และไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคม เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาการหลอกลวงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต รัฐบาลยังได้เตรียมแผนการรณรงค์และให้ความรู้แก่ประชาชน เพื่อให้ตระหนักถึงกลโกงต่างๆ ของมิจฉาชีพ และรู้จักวิธีการป้องกันตนเองจากภัยไซเบอร์เหล่านี้อีกด้วย
สรุปข่าวทั้งหมด
สรุปโดยรวมแล้ว นโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ ถือเป็นการตอบสนองต่อปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่กำลังเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการอย่างจริงจังและเด็ดขาด โดยไม่เพียงแต่เน้นการจับกุมผู้กระทำผิด แต่ยังรวมถึงการเฝ้าระวังและตรวจสอบกลุ่มบุคคลที่มีชื่อเสียงที่อาจถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการหลอกลวง การดำเนินงานนี้จะเน้นการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ และการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย เพื่อให้สามารถรับมือกับภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วได้อย่างมีประสิทธิภาพ การป้องกันและการให้ความรู้แก่ประชาชนก็เป็นอีกหนึ่งเสาหลักที่สำคัญในการสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากภัยไซเบอร์ในระยะยาว สังคมจึงควรติดตามการดำเนินงานและให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการแจ้งเบาะแส เพื่อสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยในโลกออนไลน์ร่วมกัน









