Home ข่าวการเมือง สงคราม ซัดรัฐบาลโยนภาระประชาชน ปรับราคาสายสีเขียว จี้‘พิพัฒน์’เร่งแก้ระบบราง

สงคราม ซัดรัฐบาลโยนภาระประชาชน ปรับราคาสายสีเขียว จี้‘พิพัฒน์’เร่งแก้ระบบราง

151
0
ภาพประกอบข่าว: สงคราม ซัดรัฐบาลโยนภาระประชาชน ปรับราคาสายสีเขียว จี้‘พิพัฒน์’เร่งแก้ระบบราง
เครดิตภาพ: @KhaosodOnline

สงคราม – ประเด็นเรื่องการปรับขึ้นค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงส่วนต่อขยายได้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยมีเสียงสะท้อนจากประชาชนและนักการเมืองที่มองว่าเป็นการผลักภาระให้กับประชาชนอย่างไม่เป็นธรรม ขณะที่รัฐบาลถูกโจมตีว่าไม่มีแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจนและยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากพรรคก้าวไกลที่ออกมาเรียกร้องให้กระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขระบบการบริหารจัดการรถไฟฟ้าอย่างจริงจัง เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสาธารณะที่มีคุณภาพและราคาที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ประชาชนต้องเผชิญกับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น การปรับขึ้นค่าโดยสารจึงสร้างความเดือดร้อนซ้ำเติมให้กับผู้คนจำนวนมากที่ต้องใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะนี้เป็นประจำ

ประเด็นสำคัญจาก: สงคราม ซัดรัฐบาลโยนภาระประชาชน ปรับราคาสายสีเขียว จี้‘พิพัฒน์’เร่งแก้ระบบราง

หลังจากการปรับขึ้นราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย การวิพากษ์วิจารณ์ถึงผลกระทบต่อประชาชนได้ขยายวงกว้างออกไป โดยเฉพาะจากฝ่ายค้านและภาคประชาสังคมที่ตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของการดำเนินการดังกล่าว พรรคก้าวไกลได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า การที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่สามารถหาแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินและค่าบริหารจัดการโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ กลับเลือกที่จะผลักภาระดังกล่าวไปที่ประชาชนผู้ใช้บริการ ถือเป็นการกระทำที่ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ ทั้งที่ระบบขนส่งมวลชนควรเป็นบริการสาธารณะที่เข้าถึงได้และเป็นเครื่องมือในการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม การปรับขึ้นค่าโดยสารจึงขัดแย้งกับหลักการดังกล่าวโดยสิ้นเชิง

บทบาทของกระทรวงคมนาคมภายใต้การนำของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และการแก้ปัญหาที่ค้างคามานานของรัฐบาลก่อนหน้าเกี่ยวกับสัมปทานเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวถูกนำมาตั้งคำถาม ยิ่งไปกว่านั้น บทบาทของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ซึ่งเป็นตัวแทนจากพรรคภูมิใจไทยที่เคยมีจุดยืนคัดค้านการต่อสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวในอดีต ก็ถูกจับตามองเช่นกัน ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและพรรคภูมิใจไทยได้เข้ามาร่วมรัฐบาล ปัญหาที่คาราคาซังมาหลายปีนี้จึงถูกคาดหวังว่าจะได้รับการสะสาง แต่กลับกลายเป็นว่าประชาชนต้องเป็นผู้แบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น

รายละเอียดต่อยอดจากประเด็นข้างต้น

ประเด็นเรื่องหนี้สินสะสมจากโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการเดินรถ ได้กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่นำไปสู่การปรับขึ้นค่าโดยสาร โดยหนี้สินเหล่านี้เกิดขึ้นจากหลายส่วน ทั้งค่าก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ค่าติดตั้งระบบ และค่าใช้จ่ายในการเดินรถ ซึ่งเป็นปัญหาที่เรื้อรังมาตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อน และเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าการบริหารจัดการที่ไร้ประสิทธิภาพและการตัดสินใจที่ล่าช้าของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำไปสู่การสะสมหนี้ จนในที่สุดก็ต้องผลักภาระมายังประชาชน ในขณะที่ความหวังในการแก้ไขปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนและการหาทางออกที่ประชาชนไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมยังคงไม่ปรากฏชัดเจน

ข้อเสนอแนะจากพรรคก้าวไกลและภาคประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนแผนการจัดการระบบขนส่งมวลชนในภาพรวม โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างระบบรถไฟฟ้าที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบและราคาเดียวตลอดสาย เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกและไม่ถูกจำกัดด้วยภาระค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไป นอกจากนี้ ยังมีการเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาแนวทางการโอนถ่ายหนี้สินบางส่วน หรือการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการ ซึ่งจะนำไปสู่การตรึงราคาค่าโดยสารหรือลดราคาลงได้ในอนาคต แต่ในปัจจุบันยังไม่มีท่าทีที่ชัดเจนจากรัฐบาลว่าจะสามารถดำเนินการตามข้อเรียกร้องเหล่านี้ได้หรือไม่ ทำให้ประชาชนยังคงต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สรุปข่าวทั้งหมด

ปัญหาการปรับขึ้นค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารจัดการระบบขนส่งสาธารณะของประเทศไทย รัฐบาลเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักจากประชาชนและฝ่ายค้านที่มองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการผลักภาระให้ประชาชนในภาวะเศรษฐกิจที่ยากลำบาก ในขณะที่การแก้ไขปัญหาหนี้สินและค่าบริหารจัดการโครงการยังคงไม่เป็นรูปธรรม การเรียกร้องให้กระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งหาทางออกที่ยั่งยืน รวมถึงการพิจารณานโยบายค่าโดยสารร่วมที่ราคาเป็นธรรม จึงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามต่อไปอย่างใกล้ชิดว่ารัฐบาลจะสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและหาทางออกที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างไร เพื่อให้ระบบรถไฟฟ้ายังคงเป็นบริการสาธารณะที่เอื้อประโยชน์ต่อการเดินทางของทุกคนอย่างแท้จริง.

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here