
สศก. ได้เปิดตัวโมเดลการเกษตรอินทรีย์ “ไร่เตียวิเศษ” บนเกาะพะงัน นำแนวทาง Demand-led และ Zero Waste มาใช้ในการผลิต เพื่อช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานได้ถึง 36% โดยโมเดลดังกล่าวเป็นตัวอย่างของการเกษตรที่ยั่งยืน ตอบโจทย์การเติบโตที่ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและส่งผลดีต่อเศรษฐกิจด้วยการปั้นรายได้ให้กับชุมชนในพื้นที่
ประเด็นสำคัญจาก: สศก. ชูโมเดล “ ไร่เตียวิเศษ ” เกาะพะงัน เกษตรอินทรีย์ Demand-led ใช้ Zero Waste ลดต้นทุน 36% ปั้นราย
โมเดลเกษตรอินทรีย์ “ไร่เตียวิเศษ” ที่เปิดตัวโดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ได้รับการพัฒนาภายใต้หลักการผลิตที่เน้นความต้องการของตลาดหรือ Demand-led ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การผลิตที่ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค ลดการสูญเสียทางการผลิตและปรับปรุงประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต โดยแนวทางการผลิตแบบ Zero Waste ยิ่งช่วยลดการสร้างขยะจากการเกษตร ทำให้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลง
นอกจากนี้ โครงการไร่เตียวิเศษ ยังมุ่งเน้นสร้างระบบการผลิตที่สามารถคืนกำไรให้แก่ชุมชนท้องถิ่น โดยมีการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ซึ่งจุดมุ่งหมายสำคัญคือการสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและมั่นคงแก่ชุมชนในระยะยาว
รายละเอียดต่อยอดจากประเด็นข้างต้น
ตามข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โมเดลการเกษตรอินทรีย์ที่เกาะพะงันเริ่มต้นด้วยการวิจัยและพัฒนาพืชผลที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมเฉพาะของท้องถิ่น พร้อมทั้งการสร้างความร่วมมือกับเกษตรกรในพื้นที่เพื่อให้ได้รับประสบการณ์และทักษะการผลิตที่สามารถนำไปใช้งานจริงได้ ผลลัพธ์ที่ได้จากโมเดลนี้ รวมถึงการลดการใช้ปุ๋ยเคมีและปรับปรุงสภาพดินให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น
ในแง่ของการสร้างรายได้ โมเดลนี้ไม่เพียงแต่ลดต้นทุนการผลิต แต่ยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ทำให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดระดับสูง ซึ่งถือเป็นการปฏิวัติรูปแบบการผลิตทางการเกษตรที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์เศรษฐกิจใหม่ที่เน้นการเติบโตอย่างยั่งยืนทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ
สรุปข่าวทั้งหมด
สรุปได้ว่า โมเดล “ไร่เตียวิเศษ” ที่เกาะพะงัน ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงวิธีการเกษตรในประเทศไทย ที่ไม่เพียงมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงกระบวนการผลิต แต่ยังตั้งเป้าหมายในการส่งผลดีต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว การลดต้นทุนการผลิตและการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ เป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น โดยแนวทางนี้คาดว่าจะได้รับการขยายผลและพัฒนาต่อยอดไปสู่พื้นที่อื่น ๆ ในอนาคต เพื่อสนับสนุนการเติบโตของภาคการเกษตรที่ยั่งยืนในประเทศไทยต่อไป






