
“อีกาไม่สำนึก!” ประโยคนี้กลายเป็นที่กล่าวถึงอย่างกว้างขวางอีกครั้ง หลังจากที่นายอาร์ม (Arm) เจ้าของช่องยูทูบ OHANA ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัวในลักษณะ “นิทานเรื่องที่ 2” โดยเนื้อหาของนิทานนี้ได้กล่าวถึงตัวละคร “กา 2” ที่ยังคงแสดงพฤติกรรมในลักษณะเดิม ๆ ไม่เป็นที่พอใจของ “ชาวบ้าน” ที่เฝ้าติดตามสถานการณ์ ซึ่งโพสต์ดังกล่าวได้สร้างความสนใจและเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่ผู้ติดตามและชาวเน็ตเป็นอย่างมาก สื่อให้เห็นว่าประเด็นที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ยังคงเป็นที่จับตา และการกระทำของบุคคลที่ถูกอ้างถึงยังคงเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเปรียบเปรยเป็นนิทานที่อ่านแล้วชวนให้ “สะดุ้ง” ซึ่งสะท้อนถึงการรับรู้ของสาธารณชนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ประเด็นสำคัญจาก: “อีกาไม่สำนึก!” อาร์ม OHANA โพสต์เล่านิทานเรื่องที่ 2 อ่านแล้วมีสะดุ้ง!
ประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นจากการโพสต์ “นิทานเรื่องที่ 2” ของนายอาร์ม OHANA คือการที่เขาใช้ข้อความเชิงเปรียบเปรยเพื่อสะท้อนพฤติกรรมของบุคคลที่ถูกเรียกว่า “กา 2” ซึ่งเป็นที่เข้าใจกันว่าหมายถึงบุคคลที่เคยมีประเด็นขัดแย้งมาก่อนหน้านี้ การใช้คำว่า “ไม่สำนึก” ในหัวข้อข่าวและเนื้อหาของนิทานบ่งชี้ถึงความไม่พอใจต่อพฤติกรรมที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น แม้จะเคยมีข้อผิดพลาดหรือข้อกล่าวหาในอดีตก็ตาม เนื้อหาในนิทานได้พรรณนาถึงการกระทำของ “กา 2” ที่ยังคงก่อความขุ่นเคืองให้กับ “ชาวบ้าน” ซึ่งเปรียบเสมือนสังคมผู้ติดตามและประชาชนทั่วไป ที่เฝ้าจับตาดูการกระทำต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด การโพสต์ในลักษณะนี้เป็นการส่งสัญญาณว่าปัญหาหรือความขัดแย้งที่เคยเกิดขึ้นนั้นยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างแท้จริง หรืออย่างน้อยที่สุดก็ยังไม่เป็นที่พอใจของสาธารณชน
การสื่อสารผ่านเรื่องเล่าหรือนิทานเป็นวิธีการที่นายอาร์มใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการระบุชื่อโดยตรง แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถสื่อสารสาระสำคัญและข้อความที่ต้องการได้อย่างชัดเจนและทรงพลัง การเลือกใช้คำว่า “สะดุ้ง” แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกของผู้รับสารที่อาจจะเชื่อมโยงเรื่องราวในนิทานเข้ากับเหตุการณ์จริงที่ทราบกันดีอยู่แล้ว ซึ่งก่อให้เกิดความรู้สึกตกใจ หรือตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง การกระทำเช่นนี้ยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดการพูดคุยและแสดงความคิดเห็นในวงกว้างบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย สะท้อนให้เห็นว่าประเด็นเกี่ยวกับความรับผิดชอบ การสำนึกผิด และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเป็นสิ่งที่สังคมให้ความสำคัญ และพร้อมที่จะวิพากษ์วิจารณ์หากไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ควรจะเป็น
รายละเอียดต่อยอดจากประเด็นข้างต้น
การโพสต์ “นิทานเรื่องที่ 2” ของนายอาร์ม OHANA ถือเป็นการสานต่อประเด็นที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นที่รับรู้กันดีในหมู่ผู้ติดตามและสาธารณชนว่ามีความขัดแย้งระหว่างบุคคลในวงการยูทูบเบอร์และสตรีมเมอร์ การใช้การเปรียบเปรยถึง “อีกา” ในนิทานทั้งสองเรื่องชี้ให้เห็นถึงความต่อเนื่องของปัญหาและพฤติกรรมที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขหรือปรับปรุง การที่นายอาร์มเลือกที่จะโพสต์ “นิทานเรื่องที่ 2” ในช่วงเวลานี้ อาจเป็นผลมาจากการที่พฤติกรรมหรือเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลนั้น ๆ ได้ปรากฏขึ้นอีกครั้ง หรืออาจมีการกระทำที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่า “กา 2” ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แม้นิทานจะไม่ได้ระบุชื่อผู้ใดโดยตรง แต่การเชื่อมโยงบริบทจากเหตุการณ์ในอดีตทำให้ผู้อ่านสามารถตีความและเข้าใจได้ทันทีว่าเรื่องราวดังกล่าวพาดพิงถึงใครและประเด็นใด.
การใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊กในการสื่อสารผ่านนิทานเช่นนี้ยังเป็นการสร้างปรากฏการณ์ทางสังคมที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ผู้โพสต์เลือกใช้ภาษาที่สร้างความรู้สึกร่วมและกระตุ้นให้เกิดการถกเถียง การที่เนื้อหามีการเล่นคำและเปรียบเปรยได้อย่างแยบยล ยิ่งทำให้ข้อความนั้นมีน้ำหนักและเป็นที่จดจำ การที่ชาวเน็ตและผู้ติดตามจำนวนมากได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นและตีความนิทานดังกล่าว ชี้ให้เห็นถึงพลังของการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียในการกำหนดทิศทางความคิดเห็นของสาธารณชน และยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการแสดงออกถึงความไม่พอใจหรือการเรียกร้องความรับผิดชอบจากบุคคลสาธารณะ ทั้งนี้ การที่ข่าวนี้ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องยังสะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจของสังคมต่อประเด็นเรื่องความถูกต้องเหมาะสม และการประพฤติตนของบุคคลสาธารณะในยุคปัจจุบัน
สรุปข่าวทั้งหมด
สรุปได้ว่า การที่นายอาร์ม OHANA ได้โพสต์ “นิทานเรื่องที่ 2” เกี่ยวกับ “อีกาไม่สำนึก!” เป็นการส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าประเด็นความขัดแย้งและพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของบุคคลที่ถูกเปรียบเปรยยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม การใช้รูปแบบนิทานช่วยให้สามารถสื่อสารข้อความได้อย่างแยบยลแต่ทรงพลัง โดยไม่ต้องระบุชื่อโดยตรง การตอบสนองจากผู้ติดตามและชาวเน็ตที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก ชี้ให้เห็นถึงความจริงจังที่สาธารณชนมีต่อประเด็นเหล่านี้ รวมถึงความคาดหวังที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นจากบุคคลสาธารณะ แม้ว่าเรื่องราวนี้จะถูกนำเสนอในรูปแบบนิทาน แต่แก่นแท้ของมันคือการเรียกร้องความรับผิดชอบและสะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อพฤติกรรมที่ไม่สำนึกผิด การที่ประเด็นนี้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางยังเป็นการตอกย้ำถึงบทบาทของสื่อสังคมออนไลน์ในการเป็นพื้นที่สำหรับการวิพากษ์วิจารณ์และแสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคมอย่างเปิดเผย









